“เมื่อเดินตามเพื่อนขึ้นบันไดและเพื่อนหันกลับมาบอกว่า ผีกำลังมา เราต้องทำตัวยังไง” โรงเรียนที่ศรีสะเกษ

#โรงเรียนหลอน เล่าโดย : คุณติ๊ก ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

เป็นเรื่องราวที่พี่ชายเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อประมาณห้าปีที่ผ่านมา พี่ชายกำลังศึกษาอยู่ ม.ปลาย ช่วงนั้นทางโรงเรียนจะจัดงานวันไหว้ครู ซึ่งทางอาจารย์ได้ให้นักเรียนทุกระดับชั้นจัดพานกันเอง พี่ชายและเพื่อนๆอยู่ทำพานกันจนดึก เพราะต้องฉีกเวลาไปช่วยกันจัดสถานที่ด้วย จนเวลาล่วงเข้าสามทุ่ม ดอกไม้ที่จะนำมาจัดใส่พานเกิดหมด พี่ชายจึงชวนเพื่อนหนึ่งคน ขึ้นไปเอาดอกไม้ที่ห้องด้านบน ซึ่งอาคารที่กำลังนั่งจัดพานกันอยู่ เป็นอาคารใหญ่สามชั้น โดยทุกๆคนจะนั่งจัดพานกันในห้องชั้นหนึ่ง และดอกไม้ที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้จะอยู่บนชั้นสาม

ในขณะที่พี่ชายและเพื่อนเดินขึ้นมาจนถึงชั้นสอง หูก็ได้ยินเสียงเหมือนมีโต๊ะล้มดังโครมครามมาจากชั้นสาม จึงหยุดคุยกับเพื่อนว่า “นี่มันก็ดึกแล้วนะ พวกรุ่นน้องยังไม่กลับกันอีกเหรอ หรือกำลังมีเรื่องกัน” พี่ชายและเพื่อนรีบเดินขึ้นไปบนชั้นสาม เสียงโครมครามมันดังมาจากห้องทางซ้ายมือ จึงเดินตรงไปที่ห้องนั้น ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ท้ายสุด เมื่อไปถึงที่หน้าห้อง พบว่าประตูห้องถูกเปิดไว้ ภายในห้องมืดทึบ เพราะปิดหน้าต่างทุกบาน

โต๊ะและเก้าอี้ล้มระเกะระกะ แต่มีสิ่งหนึ่ง เห็นเป็นเงาดำๆ กำลังวิ่งวนอยู่รอบๆห้อง ชนโต๊ะจนเสียงดังโครมคราม ราวกับว่าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด พี่ชายลองเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นนักเรียนหญิง รุ่นราวคราวเดียวกัน ผมยาวประบ่า ใส่ชุดนักเรียน ใช้มือทั้งสองข้างถือพานสีเงินชูไปข้างหน้า พี่ชายและเพื่อนยืนมองอยู่หน้าห้องด้วยความงุนงง คิดว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ แต่เมื่อพี่ชายลองสักเกตที่หน้าของผู้หญิงคนนั้นดีๆ กลับพบว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีลูกกะตา เห็นเป็นดำๆ เหมือนมีเงามืดๆ ปิดทับไว้อยู่ ปากฉีกยิ้มกว้างจนดูน่ากลัว

พี่ชายเริ่มขนลุกตั้ง กลัวในสิ่งที่ตนเองกำลังยืนมองอยู่ คิดในใจว่าเธอคนนี้เป็นตัวอะไรกันแน่ ความรู้สึกบางอย่าง บอกให้พี่ชายรีบหนีออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด จนขามันเริ่มถอยหนีออกมาเอง และรู้สึกเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชนโต๊ะเก้าอี้ที่กองอยู่กับพื้นจนกระเด็นกระดอน ถ้าเป็นคนจริงๆ ตามแข็งขาคงจะมีแต่รอยฟกช้ำดำเขียว พี่ชายทนยืนมองสิ่งแปลกประหลาดที่อยู่ตรงหน้าไม่ไหว รีบกระโดดออกมาจากตรงนั้นทันที แล้วดิ่งไปที่บันไดให้เร็วที่สุด

ได้ยินเสียงเพื่อนวิ่งตามหลังมาติดๆ ระหว่างที่กำลังวิ่งไปที่บันได อยู่ๆก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา เพราะกลัวว่าเธอคนนั้นจะวิ่งตามหลังมาด้วย จึงหลับหูหลับตาวิ่งแบบไม่คิดชีวิต จนลงมาถึงชั้นหนึ่ง พี่ชายและเพื่อนนอนหอบหายใจกองอยู่บนพื้น เพื่อนคนอื่นๆจึงถามด้วยความสงสัย เมื่อพี่ชายนอนพักจนหายเหนื่อย ก็ลุกขึ้นมานั่งเล่าเหตุการณ์ที่เจอมาให้เพื่อนๆฟัง แต่กลับไม่มีใครเชื่อเลยสักคน พี่ชายจึงท้าให้ทุกคนลองขึ้นไปดูกัน แต่ก็ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนกลัวจะเสียเวลาเปล่า ในระหว่างที่พี่ชายกำลังยืนเถียงกับเพื่อนๆอยู่ หูก็ได้ยินเสียงผู้หญิงตะโกนอะไรสักอย่าง มาจากตึกอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตึกสามชั้นลักษณะเดียวกัน ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม หันหน้าเข้าหากัน มีสนามฟุตบอลขั้นกลาง

พี่ชายถามทุกคนว่าได้ยินอะไรมั้ย แต่ทุกคนก็ส่ายหน้า พี่ชายจึงลองเดินออกไปดูคนเดียว ตึกอีกฝั่งปิดไฟไว้ทุกห้อง จึงทำให้ดูมืดทึบหน้ากลัว แต่สายตาของพี่ชาย เหมือนมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่ชุกนักเรียน ยืนอยู่บนระเบียงชั้นสาม

แต่อยู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ทิ้งตัวลงมาจากชั้นสาม จนร่างกระทบกับพื้นเสียงดัง “ตุ๊บ!!” พี่ชายยืนตะลึงต่อภาพที่เห็นตรงหน้า สักพักใหญ่ถึงจะได้สติ กำลังจะตะโกนว่าคนกระโดดตึก แต่ร่างนั้นค่อยๆยันตัวลุกขึ้นมาซะก่อน แล้วเดินดุ่มๆมาทางพี่ชาย พี่ชายตกใจรอบสอง รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว คิดในใจว่าต้องเป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับที่เจอบนชั้นสามแน่ๆ จึงรีบถอยหลังกลับเข้าห้องแล้วปิดประตู หันมาบอกกับเพื่อนๆที่นั่งทำพานด้วยปากสั่นๆว่า “ผีกำลังมา”

แต่กลับไม่มีใครสนใจพี่ชาย ต่างนั่งคุยสนุกเฮฮากันเหมือนเดิม จังหวะนั้นเอง ประตูห้องที่เพิ่งจะปิดไปเมื่อครู่ กับดีดเปิดออกจนพี่ชายสะดุ้งตัวงอ เห็นเป็นครูเวรเดินเข้ามา แล้วพูดด้วยสีหน้าเครียดๆว่า “วันนี้พอก่อน กลับบ้านกันได้แล้ว” พี่ชายกำลังจะเอ่ยปากเล่าเหตุการณ์ที่พบมาให้ครูเวรฟัง แต่ครูเวรกลับรีบเดินออกจากห้องไปเสียก่อน ทุกคนจึงช่วยกับเก็บข้าวของ เตรียมตัวกลับบ้าน ระหว่างที่กำลังขี่รถออกมาจากโรงเรียน พี่ชายออกมาเป็นคันสุดท้าย เพราะเอามอเตอร์ไซค์ไปจอดไว้ด้านในสุด มีเพื่อนนั่งซ้อนท้ายมาด้วยหนึ่งคน

ในขณะที่กำลังขี่รถผ่านหน้าตึกเรียนหลังหนึ่ง พี่ชายได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง ดังตามหลังมาด้วย จึงดูที่กระจกส่องหลัง แต่ก็ไม่พบอะไร เห็นเพียงแค่ความมืด เสียงมันยังคงดังไล่หลังมาเรื่อยๆ “ตึกๆๆๆๆ” ด้วยความสงสัย พี่ชายจึงหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเห็นเป็นเงาดำๆ ลักษณะตัวเท่าคน วิ่งตามหลังรถมาติดๆ เอื้อมมือทั้งสองข้างมาข้างหน้า เหมือนพยายามจะคว้าตัวของเพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายให้ได้ พี่ชายเห็นแบบนั้นก็ตกใจกลัวสุดขีด รีบบิดรถสุดคันเร่ง จนเพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายสงสัย ถามพี่ชายว่า “รีบอะไรนักหนา” พี่ชายไม่ตอบ เอาแต่บีดหนีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังตามหลังมาติดๆ จนพ้นเขตโรงเรียน สิ่งนั้นก็หายไป

พี่ชายงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้มาก เพราะปกติไม่เคยเจอผีมาก่อน แต่ทำไมวันนี้ต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย หลังจากไปส่งเพื่อนที่บ้านเสร็จแล้ว พี่ชายก็ตรงกลับบ้านทันที เมื่อเข้าไปในบ้าน คุณแม่ทักขึ้นมาทันทีว่า “ไปทำอะไรมาหรือเปล่า ทำไมตอนที่ลูกขี่รถเข้ามา แม่เห็นเหมือนมีใครนั่งขี่คอมาด้วย” พี่ชายได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกขนลุกตั้งไปทั้งตัว รีบเข้าไปไหว้พระในบ้าน แล้วเข้านอนทันที รุ่งเช้า คุณแม่ปลุกพี่ชายขึ้นมา แล้วคะยั้นคะยอให้ใส่บาตร จากนั้นก็ไปโรงเรียน พี่ชายและเพื่อนก็ได้เข้าไปถามนักการภารโรง และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ก็ได้ความว่า พื้นที่ตรงนี้ ก่อนที่จะสร้างโรงเรียน เคยเป็นที่สุสานเก่า ซึ่งเป็นป่ารก

แล้วก็ได้ทำการล้างป่าช้า และสร้างเป็นโรงเรียนขึ้น แต่คนทำพิธีล้างป่าช้า อาจจะทำไม่ถูกวิธี เพราะทุกๆวันสำคัญ และทุกๆกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัด มักจะมีคนพบเห็นอะไรแปลกๆ ไม่ลักษณะใดก็ลักษณะหนึ่ง ปัจจุบันรอบๆโรงเรียนยังคงมีป่ารกๆให้เห็นอยู่บ้าง เพราะยังถางออกไม่หมด ตั้งแต่สมัยที่ล้างป่าช้าเมื่อก่อน และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

#เพราะลืมของไว้โรงเรียน เล่าโดย : คุณโจ้

    เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ย่านบางบัวทอง เมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นช่วงจบการศึกษาของ ป.6 นักเรียนทุกคนจะต้องแยกย้ายไปเรียนต่อที่เรียนโรงอื่น ทางโรงเรียนจึงบอกให้นักเรียน ป.6 แต่ละห้อง ห่ออาหารมากินเลี้ยงกันเอง ห้องใครห้องมัน  วันต่อมา คุณโจ้ยัดกล่องอาหารที่คุณแม่ทำไว้ให้ใส่กระเป๋า ไปนั่งทานรวมกับเพื่อนๆ ที่ต่างนำอาหารจากที่บ้านมานั่งทานรวมๆกัน ด้วยความที่ทุกคนกำลังจะต้องจากกันไปเรียนต่อที่อื่น คุณโจ้ก็เต็มที่กันงาน กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน

    จนตกเย็น เมื่องานกิจกรรมเลิก นักเรียนทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน คุณโจ้เดินกลับมาถึงบ้าน คุณแม่ทักขึ้นว่า กล่องข้าวอยู่ไหน คุณโจ้ฉุดคิดขึ้นมาว่า ตนเองลืมภาชนะใส่อาหารไว้ที่โรงเรียนแน่ๆ จึงบอกกับคุณแม่ว่า ตอนนี้โรงเรียนปิดเทอมแล้ว เดี๋ยวรอช่วงใกล้ๆเปิดเทอม ทางโรงเรียนจะมีงานเลี้ยงใหญ่ของนักเรียนทุกชั้นเรียน ช่วงนั้นจะเข้าไปเอาให้ จนเวลาผ่านมาถึงวันงานเลี้ยงใหญ่ คุณโจ้ไปถึงโรงเรียนประมาณสองทุ่มกว่าๆ เจอเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคน จึกทักทายถามไถกันต่างๆนาๆ ถึงโรงเรียนที่จะไปเรียนต่อ คุณโจ้คุยกับเพื่อนๆจนเพลิง ลืมภารกิจหลักที่คุณแม่สั่งให้ทำเสียสนิทจนเวลาล่วงเข้าห้าทุ่ม คุณโจ้คิดขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เข้าไปเอากล่องข้าวในห้องเรียน จึงชวนเพื่อนให้ไปเอาเป็นเพื่อนหน่อย แต่ไม่มีใครยอมไปด้วย เพราะเวลามองไปที่ตึกชั้นเรียน ทุกคนก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที

    ลักษณะโรงเรียนจะมีอาคารอยู่สามหลัง ตรงกลางจะเป็นสนามฟุตบอล ซึ่งใช้เป็นที่จัดงาน อาคารทุกหลังหันหน้าเข้าสนามฟุตบอล เวลานี้ อาคารเรียนปิดไฟมืดหมดทุกหลัง มองดูคล้ายเงาทะมึนสีเทาสูงใหญ่ ตั้งโอบล้อมงานเลี้ยงเล็กๆ อาคารหลังที่คุณโจ้ต้องขึ้นไปเอากล่องข้าว เป็นอาคารเรียนสูงหกชั้น ห้องเรียนของคุณโจ้อยู่ชั้นห้า แต่ประเด็นหลักที่ทำให้ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเป็นเพื่อน อยู่ที่ชั้นหก เพราะชั้นหกเป็นห้องดนตรีไทย ซึ่งมีเหตุการณ์มากมาย ทั้งรุ่นพี่เล่าให้ฟังบ้าง ทั้งเพื่อนเคยประสบเองบ้าง จนเป็นที่เล่าลืนกันทั่วโรงเรียน เป็นชั้นที่ไม่มีใครกล้าเดินเหยียบขึ้นไป แม้ว่าจะเป็นกลางวันแสกๆ คุณโจ้ยืนจ้องไปที่ชั้นหกด้วยตัวที่สั่นเทา เพ่งมองเข้าไปในห้องดนตรีไทยที่มืดทึบ

    จินตนาการของความกลัวก็ผุดขึ้นมาในหัว คิดว่ายังไง ถ้าจะให้เดินขึ้นไปคนเดียวคงจะไม่ไหวแน่ ต้องลากเพื่อนขึ้นไปด้วยให้ได้ คุณโจ้ปลุกระดมอยู่นาน ได้หน่วยกล้ามาสามคน พากันเดินมุดความมืดเข้าไปในตึก จนมายืนเกาะกลุ่มกันอยู่ในห้องโถงโล่งกว้างชั้นหนึ่ง บรรยากาศต่างจากตอนกลางวันอย่างลิบลับ แม้ว่าคุณโจ้จะเคยเดินผ่านจุดนี้มันแล้วเกือบทุกวัน แต่ทำไมวันนี้ กลับรู้สึกว่าห้องโถงมันดูขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ด้านซ้ายและขวา จะเป็นทางเดินมืดๆที่เชื่อมไปยังห้องต่างๆ  ด้านในของตึกมีบันไดขึ้นไปสู้ขั้นบน แอบอยู่ในเงามืด ถ้าเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ อาจจะสังเกตไม่เห็นบันไดมันซ่อนตัวอยู่ในความมืด ทั้งๆที่มันอยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าตึก ถึงแม้ภายในงานจะมีแสงสีสันมากมาย แต่กลับไม่ได้ช่วยทำให้ตึกเก่าโทรมๆแห่งนี้สว่างขึ้นเลย

    คุณโจ้และเพื่อนๆ คลำหาสวิทช์ไฟข้างบันไดจนเจอ สับสวิทช์ขึ้นทันที หลอดนีออนพระพริบอยู่สองสามครั้ง แล้วเปล่งแสงสว่างออกมา ขับไล่ความมืดและความกลัวไปได้มากทีเดียว ทุกคนเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ พรางไล่เปิดสวิทช์ไฟตรงทางเดินบันไดทุกชั้น เสียงหลอดไฟกระพริบถี่ๆดัง “กิกๆๆๆ” แล้วค่อยส่องสว่าง เสียงเดินสะท้อนไปมาอย่างชัดเจน เหมือนกับว่าจะดังก้องไปทั่วทั้งตึก บางครั้งคุณโจ้เผลอคิดในใจว่า กลัวเสียงมันจะไปรบกวนอะไรบางอย่าง ที่อาศัยอยู่ในตึกแห่งนี้

    บรรยากาศเงียบวังเวง ไร้ชีวิตชีวา เหมือนไม่ใช่โรงเรียนที่ทุกคนคุ้นเคย กลิ่นตุๆบางอย่างลอยเข้ามาเตะจมูก คุณโจ้คิดปลอบใจตัวเองว่า มันคงจะเป็นกลิ่นจากถังขยะ ที่วางอยู่ในมุมมืดตรงไหนสักแห่ง ทุกคนเดินเรียงแถวกันขึ้นไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ทั้งๆที่เพื่อนทั้งสามเป็นคนที่สนุกสนานเฮฮาได้ทุกสถานการณ์ ทำให้ความกลัวที่อยู่ในใจของคุณโจ้ ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนพากันเดินขึ้นมาถึงชั้นห้า ทุกคนกลับเอาแต่ยืนนิ่ง การก้าวขาเดินต่อมันช่างยากเย็น เพราะทุกคนต่างไม่อยากจะมาอยู่ที่ตรงนี้ คุณโจ้หันไปมองบันไดทางขึ้นไปบนชั้นหก อยู่ๆก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่มีความรู้สึกเหมือนกับว่ามันดูมืดทึบกว่าจุดอื่นๆ

    คุณโจ้เลิกสนใจสิ่งที่อยู่บนชั้นหก เดินตรงไปตามมทางเดินฝั่งซ้ายของตึก แต่อยู่ๆกลับมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “กริ๊งงงงงงงงง” ทำให้คุณโจ้และเพื่อนๆสะดุ้งจนตัวโก่ง เป็นโทรศัพท์ที่ติดอยู่บนข้างฝาส่วนกลางของตึก เสียงมันดังก้องไปมาตามทางเดินหน้าห้องที่เงียบเชียบ คุณโจ้รีบวิ่งเข้าไปรับสาย แล้วเอามาแนบหู ได้ยินปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงที่อ้อนวอนว่า “ช่วยด้วยยยยยย ช่วยด้วยยยย” เป็นเสียงของเด็กผู้ชาย ทำให้คุณโจ้ตกใจจนขนตั้งไปทั้งตัว รีบวางโทรศัพท์เข้าที่ กระโดดกลับไปรวมกลุ่ม จนเพื่อนๆถามด้วยความสงสัย คุณโจ้รู้สึกกลัวจนอยากจะร้องไห้ แต่ยังไงก็ต้องเข้าไปเอาของออกมาให้ได้ เพราะว่าคุณแม่น่ากลัวกว่า

    คุณโจ้และทุกคนข่มความกลัว เดินกลับไปตามทางเดินฝั่งซ้ายของตึกอีกครั้ง มีห้องเรียนขนาบไปทั้งสองข้าง ห้องของคุณโจ้อยู่ขวามือสุดทางเดิน ทุกคนเดินไปตามทางเดินสลัวๆ มองเข้าไปในห้องเรียน ที่ถูกจัดให้โต๊ะเก้าอี้ไปกองรวมกันที่หลังห้อง ทำให้รู้สึกขนลุกแปลกๆ หน้าต่างทุกห้องถูกปิดไว้ทุกบาน จนเสียงต่างๆจากภายนอกไม่สามารถแทรกเข้ามาด้านในได้ ประกอบกับที่อาคารแห่งนี้ถูกปิดมาเป็นเวลานาน ทำให้มีกลิ่นอับจางๆลอยอบอวลอยู่ทั่วทั้งตึก บรรยากาศเงียบสงัด จนเหมือนกับหูอื้อ ได้ยินเพียงแค่เสียงร้องเท้าดังสะท้อนก้องไปมา จนไปถึงหน้าห้อง คุณโจ้มองฝ่าความมืดเข้าไป เห็นกล่องข้าวของตัวเองวางอยู่บนโต๊ะหลังห้อง

    จึงรีบเดินตรงเข้าไปหา เพราะอยากจะออกจาตึกหลังนี้เต็มแก่ คุณโจ้เดินไปถึงกลางห้อง จมูกรับรู้ได้ถึงกลิ่นอับที่แทบฉุนจมูก หันไปมองพาเพื่อนข้างๆ เพื่อความอุ่นใจ แต่ปรากฏว่าเพื่อนทุกคนยืนมองกันอยู่ที่หน้าห้อง ไม่มีใครกล้าเดินตามคุณโจ้เข้ามาในห้องเลยแม้แต่คนเดียว ทำให้คุณโจ้รู้สึกใจโหวงเหวง นึกด่าเพื่อนยากในใจ รีบหยิบกล่องข้าวแล้วหันหลังเดินกลับ แต่จังหวะนั้นกลับรู้สึกเย็นวาบขึ้นที่แผ่นหลัง แต่ ณ ตอนนั้น คุณโจ้ไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งนั้น รีบเดินจ้ำไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แล้วเดินกลับไปทางเดิม เป็นความรู้สึกอึดอัดที่มันยากจะอธิบาย หรืออาจจะเป็นเพราะเพื่อนๆเอาแต่เงียบ ไม่มีใครคุยอะไรกันทั้งนั้น เหมือนกับว่าทุกคนไม่รู้จักกัน ระหว่างนั้น ห่างตาของทุกคนก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง อยู่ในห้องเรียนทางฝั่งซ้ายมือ

    ทุกคนจึงหันควับไปมอง ปรากฏว่าเป็นลักษณะของเงาดำๆ คลุมด้วยผ้าสีขาว ประมาณสามเงา นั่งคุกเข่าอยู่บนโต๊ะที่กองอยู่หลังห้องเรียน คุณโจ้ตกใจจนตาค้าง ในขณะนั้น เห็นเหมือนเงาดำๆ ค่อยๆเลิกผ้าสีขาวขึ้น จนเห็นใบหน้าสีน้ำตาลคล้ำ คุณโจ้ไม่รอช้า โยนกล่องข้าวในมือทิ้ง ร้องโวยวายวิ่งลงบันใดทันที มีเพื่อนอีกสามคนวิ่งตามหลังมาติดๆ ด้วยอาการตื่นกลัวไม่แพ้กัน แต่ในจังหวะนั้นเอง ทุกคนกลับได้ยินเสียงของอะไรบางอย่าง วิ่งตามลงมาด้วย “ตึ้งๆๆๆๆๆ” ความกลัวทำให้คุณโจ้แทบจะกระโดดลงบันไดทีละห้าขั้น หลอดไฟที่อยู่บนหัวดับลงตามหลังมาเรื่อยๆ คุณโจ้ไม่คิดจะหันไปมอง เพราะกลัวจะเห็นภาพที่รับไม่ได้ จนวิ่งมาโถงชั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้คุณโจ้แน่ใจว่าได้เปิดไฟทิ้งไว้ แต่เหมือนกลับว่ามีคนสับสวิทช์ไฟลง

    ทำให้โถงชั้นหนึ่งกลับมามืดทึบอีกครั้ง แต่คุณโจ้และเพื่อนๆไม่มีเวลาหยุดคิดถึงเรื่องที่ว่าใครเป็นคนปิดไฟ เพราะสิ่งที่วิ่งตามลงมาจากด้านบน มันเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ “ตึ้งๆๆๆๆๆ” จึงตัดสินใจวิ่งฝ่าความมืด ผลักประตูทางเข้า แล้วพุ่งตัวออกไปข้างนอก ทุกคนออกมายืนหายใจหอบอยู่ที่สนามฟุตบอล เหลือคนในงานเพียงแค่ไม่กี่คน ส่วนมากทยอยกับกลับหมดแล้ว คุณโจ้หันกลับไปมองตึกมืดทึบสีเทาหม่นๆ นึกในใจว่าก็ดีไปอีกแบบ ที่มีผู้หวังดีคอยปิดไฟให้ ไม่เช่นนั้น ต้องรวมทีมกันเดินกลับขึ้นไปปิดไฟกันอีกเป็นแน่  หลังจากนั้น คุณโจ้ได้มีโอกาศเล่าเหตุการณ์ให้อาจารย์ฟัง อาจารย์จึงเล่าว่า เมื่อสี่ปีก่อน เคยมีนักเรียนสามคนที่เป็นพี่น้องกัน ตกเย็น ได้พาไปเล่นน้ำในบึงหลังตึก คนน้องเกิดพลาดจมน้ำ คนกลางจึงว่ายเข้าไปช่วย

    แต่พอไปถึงตัวคนน้อง เหมือนกลับว่าถูกอะไรสักอย่างใต้น้ำดึงขาจนสำลักน้ำ คนพี่เห็นท่าไม่ดี จึงกระโดดตามลงไปช่วยอีกคน แต่พอว่ายไปจับตัวน้องทั้งสองคนได้ อยู่ๆก็จมลงไปในน้ำทั้งสามคน นักเรียนที่เห็นเหตการณ์บนตึก รีบไปบอกอาจารย์ ลักษณะบึงกว้างประมาณสิบคูณสิบห้าเมตร แต่กลับใช้เวลางมกว่าครึ่งวัน ลักษณะมือพันกันทั้งสามพี่น้องอาจารย์เล่าต่อว่า เหตุการณ์นี้แบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่หลายๆปีที่ผ่านมา มักมีนักเรียนจมน้ำอยู่ในบึงเกือบจะทุกปี จนปัจจุบันมีการล้อมรั้วไม้ แล้วกำชับนักเรียนทุกวัน ไม่ให้ลงไปเล่นน้ำในบึงเด็ดขาด และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

ขอบคุณเรื่องเล่าจากเพจ คนอ่านผี

“เอาคืนไปเลยบ้านหลังนี้ อยู่ไม่ได้เลยถามจริงมันมีอะไร” บ้านเช่าที่ไม่เคยว่าง

เรื่อง บ้านเช่าสุดหลอน เจ้าของเรื่อง : คุณจอย ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

          เรื่องราวและเหตุการณ์นั้นผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งแม่ของจอยได้ไปหาบ้านเช่า แล้วก็ได้เจอกับบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้าน 2 ชั้น ชั้นบนเป็นไม้และชั้นล่างเป็นปูน ตัวบ้านนั้นถูกทาด้วยสีแดง ดูใหม่แต่ว่าข้างในก็ดูปกติ  ชั้นล่างเป็นพื้นที่โล่งๆ  มีห้องน้ำ 1 ห้อง   ชั้นบนมีห้อง 3 ห้อง เดินขึ้นบันไดจะเจอกับระเบียงยาวไปเจอห้องใหญ่ ข้างๆระเบียงจะมีอีก 2 ห้องเล็กๆ

          ทุกคนในครอบครัวตอนนั้นรู้สึกชอบใจกับบ้านหลังนี้  ในครอบครัวของจอยนั้นประกอบไปด้วย พ่อ แม่  พี่สาว 3 คน น้องสาว 1 คน รวมจอยด้วยก็มีทั้งหมด 7 คน  พอได้เวลาทุกคนในครอบครัวก็ย้ายของเข้าไปในบ้าน  จากนั้นพ่อก็ออกไปซื้อดอกไม้  พวงมาลัย  ผลไม้เพื่อจะนำมาไหว้เจ้าที่เจ้าทางก่อนเข้าไปอยู่อาศัยตามความเชื่อ  พอเตรียมของครบหมดคุณพ่อก็จุดธูปอธิษฐานทันที  แต่ว่าอยู่ดีๆก็เกิดลมพัดมาจากทางไหนก็ไม่รู้แรงมากๆ แต่ว่าพ่อก็ยังคงนั่งสวดมนต์จนเสร็จ พอปักธูปไปที่พื้นก็เกิดลมกรรโชกขึ้นอีกครั้งหนึ่งแรงมาก  จนของที่จัดเซ่นไหว้นั้นกระจัดกระจาย  พอหันไปมองที่ก้านธูปนั้นมอดไหม้จนเหลือเพียงแต่ก้านธูปเท่านั้น  พ่อกับแม่เห็นเหตุการณ์แบบนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ  แต่ว่าข้าวของทั้งหมดนั้นได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้เรียบร้อยแล้วจึงจำเป็นต้องอยู่ที่นี่  จอยเป็นคนแรกในครอบครัวที่พบเข้ากับเหตุการณ์แปลกๆ

          เริ่มต้นจากครั้งหนึ่งในขณะที่จอยกำลังเล่นกับน้องอยู่  โดยการพากันเข้าไปนั่งอยู่ในกล่องลังทีวีกับน้อง  แล้วก็เข็นให้กล่องลังทีวีนั้น วิ่งไปตามระเบียง ตามประสาเด็ก พอถึงตาจอยจู่ๆก็ได้ยินเสียงแม่เรียกน้อง   จอยกำลังจะลุกขึ้นออกจากกล่อง แต่ก็รู้สึกได้ว่ากล่องลังกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เอง จอยออกมาจากกล่องไม่ได้โดยที่น้องนั้นก็วิ่งไปตามเสียงที่แม่เรียก ที่อยู่ชั้นล่าง จอยได้แต่นั่งงงอยู่ในกล่องสักพักหนึ่ง  เพราะออกจากกล่องได้รีบลงไปที่ชั้นล่าง ก็ปรากฏว่าน้องวิ่งมาหาแม่ตั้งนานแล้วตั้งแต่เสียงแม่เรียก  แล้วใครเป็นคนเข็นกล่องทีวีไปตามระเบียง นั่นเป็นแค่เหตุการณ์เล็กๆ

          เหตุการณ์ต่อมาทุกคนในบ้านได้พบเจอเหมือนกันหมด นั่นก็คือเวลาขึ้นลงบันไดในบ้านนั้น จะรู้สึกได้ทันทีว่าตัวโดนผลักหรือไม่ก็มีใครมาดึงตกบันไดกันแทบทั้งบ้าน  แล้วก็มาถึงคิวพี่สาวของจอย  จอยได้นอนกับพี่สาวคนโต เป็นห้องที่อยู่ติดกับบันได ส่วนพี่สาวอีก 2 คนก็นอนห้องถัดไป ส่วนน้องสาวคนเล็กนอนกับพ่อและแม่ที่ห้องนอนใหญ่ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อมีอยู่คืนหนึ่ง จอยและพี่สาวกำลังจะนอนหลับแต่ว่าจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนมาเคาะอยู่ที่หน้าประตู พี่สาวก็เลยตะโกนออกไปว่า “พ่อเหรอ”  แต่ก็กลับเงียบ ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา พี่สาวก็เลยเดินออกไปเปิดประตูดู จากนั้นพี่ก็รีบหันหน้ากลับมา หน้านั้นซีดมาก เดินมาหยิบหมอนแล้วก็บอกกับจอยด้วยเสียงสั้นๆว่า “หยิบหมอนแล้วลุกออกมาเลย  เดี๋ยวนี้  เดี๋ยวนี้”  จอยกับพี่ก็รีบพากันไปนอนที่ห้องนอนใหญ่ ซึ่งพ่อกับแม่นอนอยู่

          เช้าวันรุ่งขึ้นพี่ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนนี้ตอนที่มีคนมาเคาะประตูหน้าห้อง พอถามออกไปไม่มีเสียงตอบก็เลยเดินไปเปิดประตูดู  พอเปิดประตูออกไป พี่ก็ได้เห็นกับผู้ชายแก่ๆ ใส่ชุดลักษณะเหมือนชุดหมี เหมือนกับช่างทาสียืนอยู่ที่หน้าประตูพูดขึ้นมากับพี่สาวว่า  “ย้ายออกจากบ้านไปเดี๋ยวนี้!!”  พ่อซึ่งนั่งฟังอยู่ก็พูดกับพี่ว่า “ตาฝาดหรือเปล่า” ในคืนที่ 2 จอยและพี่สาวก็ยังคงนอนอยู่ที่ห้องเดิม  จากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมีแมวกำลังเอาเล็บมาข่วนที่กระจกบานเกล็ด  หมาก็หอนดังมาก  จนนอนแทบไม่ได้ คืนนั้นพี่และจอยก็ไม่กล้าลุกออกจากห้องไป ฝืนนอนอยู่แบบนั้นจนกระทั่งเช้า พอตอนเช้าทั้งสองก็รีบลุกไปหาสมาชิกที่เหลือในบ้าน เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง แล้วก็รีบไปดูว่ามีแมวมาข่วนที่กระจกบานเกล็ดหรือไม่  ทั้งๆที่บ้านก็ไม่ได้เลี้ยงแมว ตอนที่ย้ายเข้ามาก็ไม่เห็นแมวจรจัดด้วยซ้ำ แต่พอลองเดินไปดูที่กระจกบานเกล็ด ทุกคนก็ได้เห็นเป็นรอยเล็บอยู่ที่กระจกบานเกล็ดจริงๆ

          กระจกบานเกล็ดนั้นจะอยู่ตรงกับบันไดแต่ว่ามันอยู่สูงมาก ความสูงระดับผู้ใหญ่ร่วมมือไปยังไม่ถึงเลย แล้วรอยที่เห็นมันมาได้อย่างไร มากไปกว่านั้นนอกจากรอยเล็บแล้ว พี่ผืนยังมีรอยรองเท้า เป็นรอยรองเท้าคัทชูขนาดใหญ่ซึ่งพ่อของจอยนั้นไม่มีรองเท้าแบบนี้อยู่ในบ้าน  เหตุการณ์นี้ทำให้สมาชิกทุกคนในบ้านถึงกับกลัว วันเวลาล่วงผ่านไปจนกระทั่งคืนหนึ่ง  ทุกคนในบ้านนั้นนั่งรวมตัวดูโทรทัศน์กันอยู่ที่ห้องใหญ่ชั้น 2  แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงน้ำไหลดังมาจากห้องน้ำชั้นล่าง พอพ่อได้ยินก็คิดว่าอาจจะมีใครปิดน้ำไม่สนิท ก็เลยบอกให้จอยนั้นเดินลงไปปิดน้ำให้หน่อย ตอนนั้นจอยยังเป็นเด็กอยู่ ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรเท่าไหร่ มีกลัวๆ อยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก  จอยก็ค่อยๆเดินลงไปชั้นล่างคนเดียวเรื่อยๆ ในระหว่างทางนั้นก็ต้องเดินผ่านระเบียง จู่ๆจอยก็เห็นน้องกำลังคลานก้มหน้าเข้ามาเรื่อยๆ ก็เลยตะโกนถามไปว่า  “จะไปไหน”  น้องนั้นเลยหน้าขึ้นมามองหน้าจอย โดยที่ใบหน้านั้นซีดมากๆ จอยก็ไม่ได้สนใจเดินมุ่งหน้าต่อไปเพื่อลงบันไดไปปิดน้ำที่ห้องน้ำ

          ยังไม่ทันที่จะลงไปถึงบันไดขั้นสุดท้ายจอยก็ต้องตกใจมากเนื่องจากอยู่ๆก็เห็นแม่นั้นอุ้มน้องเดินออกมาจากห้องน้ำชั้นล่าง  จอยทั้งงงและกลัวมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ ตอนที่จอยเดินลงมาแม่ก็กำลังนั่งดูทีวีอยู่กับทุกคนและน้องที่แม่อุ้มออกมาจากห้องน้ำนั้นก็เพิ่งจะคลานผ่านไป  หรือนั่นเป็นใครกันแน่  จอยเลยตัดสินใจหันหลังแล้วรีบวิ่งกลับขึ้นไปชั้นบน  จากที่หน้าซีดอยู่แล้วก็ยิ่งซีดหนักเข้าไปใหญ่ เมื่อมองเห็นแม่นั่งอยู่ในห้อง แล้วแม่ก็ถามกับจอยว่า  “เป็นอะไร!!”  จอยก็เลยเล่าทุกอย่างให้กับทุกคนฟัง พ่อบอกว่าตอนที่จะออกไปจากห้อง ก็ไม่มีใครเดินตามออกไปเลยนะ ทุกคนนั่งอยู่ในห้องทั้งหมด น้องสาวก็นั่งเล่นแปลงทาสีอยู่ข้างๆ ไม่ได้ออกไปไหน แล้วที่จอยเห็นคือใคร?

          น้องที่คลานอยู่บริเวณระเบียง และน้องที่แม่อุ้ม  และแม่ที่เดินออกมาจากในห้องน้ำ คนเหล่านั้นคือใคร  สรุปก็คือจอยเห็นน้อง 3 คน เห็นแม่ 2 คน  ทุกคนในครอบครัวทนอยู่ที่บ้านหลังนั้นยาวนานถึง 3 เดือนเต็ม จนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เจอเหตุการณ์แปลกๆแทบทุกวัน จนคุณพ่อนั้นต้องสวดมนต์ทุกคืน แล้วก็มีอยู่คืนหนึ่ง ทุกคนนอนรวมกันอยู่ที่ห้องนอนใหญ่ คุณพ่อเดินไปอาบน้ำเพื่อจะไปสวดมนต์ ทุกคนก็เห็นเหมือนกันหมดว่าพ่อนั้นเดินเข้ามาในห้องปิดประตูล็อคกลอน และก็เดินจากประตูมาไม่กี่ก้าวประตูก็ถูกเปิดดัง ปั้ง!! แรงมากๆ  พ่อก็เลยพูดปลอบกับลูกๆว่า  “ลมมันคงพัดแรงน่ะ”  แล้วพ่อก็เดินกลับไปปิดประตูลงกลอนอีกครั้งหนึ่ง  แต่พอพ่อหันหลังให้ประตู ประตูนั้นก็ถูกเปิดอีกครั้งดัง ปั้ง!!

          ลักษณะแบบเดิมทั้งๆที่ทุกคนนั้นก็เห็นพ่อเพิ่งลงกลอนประตูกับตาตัวเอง  ทุกคนได้แต่นั่งตัวสั่นรวมกันพ่อก็เลยพูดขึ้นมาลอยๆว่า  “พอเถอะนะ  เดี๋ยวจะย้ายออกอยู่แล้ว  เด็กๆมันกลัวเห็นไหม” พอพูดจบก็เดินกลับไปล็อคประตูใหม่ พ่อหันมาบอกกับทุกคนว่า  “ไม่เป็นไร  คืนนี้จะสวดมนต์ทั้งคืน”  จากนั้นทุกคนก็นั่งกอดกัน มองไปที่ใต้ประตู ใต้ประตูนั้นจะมีช่องลมอยู่ แล้วก็ได้เห็นเท้าของคนเดินไปเดินมาอยู่ที่หน้าประตูตลอด   จนกระทั่งถึงเช้า แม่ก็ไปบอกกับเจ้าของบ้านเช่าว่า  “ไม่เอาแล้ว  ขอคืนบ้าน อยู่ไม่ไหวจริงๆขอย้ายออกดีกว่า  ถามตรงๆว่าบ้านหลังนี้เคยเกิดอะไรขึ้น”  แล้วแม่ก็ได้คำตอบกลับมาว่า…

          บ้านเช่าหลังนี้ เดิมทีเป็นบ้านของพ่อของเขา พ่อของเขาดื่มเหล้าจนเสียชีวิตอยู่ในบ้าน   หลังจากนั้นก็เห็นว่าบ้านหลังนี้เริ่มเก่า ก็เลยเอาไม้ที่วัดมาก่อสร้างต่อเติม และก็ทาสีใหม่ ส่วนคนที่พี่สาวเห็นลักษณะเหมือนช่างสี ที่มาเคาะประตูนั้น  ช่างสีคนนั้นพลัดตกจากระเบียงเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ ก็แสดงว่าบ้านเช่าหลังนี้ไม่ได้มีวิญญาณอยู่เพียงแค่ดวง 2 ดวงแน่นอน หลังจากที่ครอบครัวของจอยย้ายออกจากบ้านหลังนี้ได้ประมาณ 1 เดือน  ก็มีอีกครอบครัวหนึ่งได้ย้ายเข้าไปอยู่ แล้วก็ทราบข่าวทีหลังว่า มีคนพลัดตกจากระเบียงลงมาเสียชีวิต 1 คน  นับว่าเป็นโชคดีที่ครอบครัวของจอยย้ายออกมาจากที่นั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…

เรื่องแถมนะคะ เรื่อง บ้านเช่าเจ้าที่แรง เจ้าของเรื่อง คุณหรั่ง

          ผมได้ไปเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ได้ 8 ปีแล้ว เรื่องทั้งหมดมีอยู่ว่า ตอนที่ผมเรียนอยู่ปี 3 นั้น ผมได้ไปเช่าบ้านกับเพื่อนชาวต่างชาติอีก 4 คน ซึ่งรวมผมด้วยเป็น 5 คน บ้านเช่านั้นเลขที่ 50 อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยแค่ 2 นาที และข้างบ้านก็คือ Office ของมหาวิทยาลัย ถ้าจะพูดตรงๆก็คือไม่มีเพื่อนบ้านเลย เพื่อนบ้านนั้นจะห่างออกไปอีกที  และวัฒนธรรมของนักศึกษาที่นี่ก็คือ บ้านที่ใครอาศัยอยู่นั้นยิ่งเก่าก็จะยิ่งเท่

          บ้านที่ผมและเพื่อนได้เช่านั้นถูกสร้างมาตั้งแต่ปลายยุค 1960  คือตัวบ้านนั้นเก่าแต่ผมและเพื่อนๆกลับกลายเป็นกลุ่มที่เท่ในสายตาของเพื่อนๆในมหาวิทยาลัยไปเลย  เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นก็มีอยู่ว่า ตอนที่เข้าไปนอนที่บ้านเช่าในช่วงแรกๆนั้น  ผมรู้สึกว่ามีคนมายืนมองอยู่ที่ปลายเตียงเป็นแบบนั้นแทบทุกคืน  รู้สึกว่ามีคนมายืนจ้องมองอยู่ที่ปลายเตียงบ่อยมากจนทำให้ผมนั้นไม่กล้านอนอยู่ที่บ้าน  จึงได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของแฟนแทน แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มหาวิทยาลัยนั้นปิดเทอม 3 อาทิตย์ เพื่อนๆชาวต่างชาติก็พากันกลับบ้านที่ต่างจังหวัดกันหมด ส่วนผมไม่ได้กลับเมืองไทย คืนหนึ่งที่ผมได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยจนดึก ผมลืมไปว่าต้องกลับไปที่บ้านเพื่อจะเอาแปรงพู่กันมาทำงาน ก็เลยแวะไปที่บ้านในช่วงเวลาซักประมาณเที่ยงคืน  พอไปถึงที่บ้านผมก็ตัดสินใจล้างแปรงพู่กันที่อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ  ระหว่างที่ผมล้างอยู่นั้นก็รู้สึกขนลุกแบบแปลกๆ  ความรู้สึกหวาดระแวงเหมือนกับมีคนจ้องมองอยู่ ทั้งๆที่ผมอยู่ในบ้านแค่คนเดียว

          ผมจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง แล้วเปิดเพลงใส่ลำโพงดังๆ เนื่องจากความเงียบของบ้านนั้นทำให้บรรยากาศภายในบ้านน่ากลัวเกินไป  ผมเปิดเพลงให้ดังไปจนถึงห้องน้ำแล้วคิดในใจว่า  “เอาว่ะ  ฟังเพลงดังๆจะได้ไม่รู้สึกเปลี่ยว”  ผมก็กลับไปล้างแปรงพู่กันต่อได้ซักพักหนึ่ง  ผมก็เริ่มได้ยินเสียงเป็นเสียงของผู้หญิงพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า “Yeah”  เสียงพูดนั้นเป็นเสียงที่หวานและสวยมาก แต่ต้นเสียงนั้นห่างจากผมแค่ไม่กี่ก้าว และที่สำคัญเสียงนี้ไม่ได้มาจากเพลงที่ผมเปิดไว้ พอผมได้ยินเสียงก็เริ่มขวัญเสียรีบวิ่งไปคว้าโทรศัพท์ในห้อง แล้วก็รีบวิ่งออกจากบ้านในทันที ความรู้สึกตอนนั้นก็คือนอกบ้านยังรู้สึกปลอดภัยกว่าในบ้านเสียอีก ตอนที่ผมวิ่งออกมาตั้งหลักอยู่ที่นอกบ้านประตูหน้าบ้านผมยังไม่ได้ปิด ก๊อกน้ำก็ยังคงเปิดทิ้งไว้อยู่ ผมตกใจถึงขั้นร้องไห้และโทรเรียกให้แฟนมารับ  พอแฟนของผมมาถึง เธอก็เดินเข้าไปปิดไฟ ปิดน้ำและเก็บพู่กันออกมาให้  แฟนของผมก็ได้พูดออกมาว่า  “บ้านหลังนี้น่ากลัวจริงๆ  บรรยากาศและความรู้สึกตอนที่อยู่ด้านในนั้นเหมือนกับอยู่ในบ้านร้าง”

          หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป  ผมก็ไม่กล้ากลับไปที่บ้านเช่าหลังนั้นอีกเลย  ย้ายไปอยู่อาศัยที่บ้านของแฟนแทน  จนเหตุการณ์ผ่านไปได้ 3 อาทิตย์  ผมก็ต้องกลับไปที่บ้านเช่าอีกครั้งหนึ่งเพื่อกลับไปเอาเสื้อผ้าและจดหมาย แต่ว่าเพื่อนที่อยู่ในบ้านเช่าเดียวกันนั้น เป็นเพื่อนที่นอนอยู่ข้างๆห้องของผม ไปถามกับผมว่า  “เมื่อคืนคุณได้กลับมานอนที่ห้องหรือเปล่า”  ผมได้ยินก็ตอบกลับไปว่า  “เปล่า  ผมนอนที่บ้านแฟนมาได้พักหนึ่งแล้ว”  เพื่อนคนนั้นก็เริ่มหน้าเสียและก็บอกว่า  “ฉันไม่ต้องการให้คุณกลัวนะแต่ว่าเมื่อคืนฉันได้ยินเสียงคนเดินไปเดินมาในห้องของคุณ  ที่สำคัญได้ยินเสียงของผู้หญิงและผู้ชายคุยกันอีกด้วย  ในตอนแรกที่ฉันได้ยินก็นึกว่าคุณพาแฟนกลับมานอนที่บ้าน”

          ผมได้ยินเพลงแค่นั้นก็ตกใจมาก เลยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผมได้เจอให้เพื่อนฟัง ผมและเพื่อนก็เลยเปิดใจคุยกันถึงเรื่องลี้ลับที่เกิดขึ้น ก็ได้ความว่า ผมนั้นไม่ได้เจอเพียงคนเดียว แต่เพื่อนที่อยู่ข้างห้องนอนของผมก็บอกว่า เธอก็ได้เห็นว่ามีคนร่างที่ใหญ่โตมายืนที่ปลายเตียงของเธอทุกคืนเหมือนกัน  แต่ว่าร่างนั้นอาจจะมาจากจินตนาการของเธอเอง นั่นก็คือความเชื่อแบบตะวันตกซึ่งเพื่อนของผมที่ร่วมเช่าอยู่ด้วยกันนานก็เป็นชาวต่างชาติ และเพื่อนอีกคนหนึ่งก็บอกว่า ช่วงดึกๆเธอมักจะได้ยินเสียงฝีเท้า เป็นเสียงเท้าที่กำลังเดินอยู่รอบๆ บริเวณหน้าห้องนอนของเธอเอง  สรุปว่าเพื่อนทั้งหมดและผมได้เจอเหตุการณ์แปลกๆ และก็ทำให้ทุกคนนั้นไม่กล้านอนในตอนกลางคืน กลับกลายเป็นว่าต้องทำให้ทุกคนนั้นไปนอนตอนสว่างแทน และนั่นก็ทำให้สุขภาพจิตรวมไปถึงร่างกายของบุคคลนั้นปรับตัวไม่ทัน

          เพื่อนๆทุกคนร่วมกันปรึกษา แล้วก็ได้ความว่า จะไปเชิญบาทหลวงของชาวคริสต์มาขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้านเช่าหลังนี้ พอทุกคนไปเชิญบาทหลวงมาได้  บาทหลวงแค่ก้าวเข้าไปในบ้านหลังนั้นท่านก็บ่นออกมาว่า “บ้านหลังนี้อีกแล้วหรือ”  แล้วท่านก็หันมาพูดกับพวกของผมว่าท่านเคยมาขับไล่สิ่งที่เรียกว่าผีในบ้านหลังนี้มาแล้วหลายรอบ ก็ไม่นึกว่าจะยังคงมีอยู่ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วจะช่วยอีกครั้งก็แล้วกัน  อย่างน้อยๆก็จะได้ช่วยให้จิตใจของทุกคนนั้นสบายขึ้น แต่บาทหลวงก็มีข้อแม้บางอย่างว่า ทุกคนต้องสวดมนต์ขอพรก่อนนอนทุกคืน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทั้งหมดทุกคนก็ยังคงเจอกับเหตุการณ์เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าไม่แรงมากเหมือนช่วงที่ผ่านมา พวกผมก็ต้องก้มหน้าก้มตาอดทนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อไป จนกระทั่งสัญญาเช่าบ้านนั้นหมดลง พวกผมก็ได้กลับไปหาบาทหลวงคนเดิมและถามกับท่านว่า บ้านเช่าหลังนี้มีอะไรอยู่กันแน่ บาทหลวงท่านก็เล่าให้ฟังว่า….

          บ้านหลังนั้นเคยมีผู้หญิงจบชีวตตัวเองก็เลยทำให้เจ้าของบ้านนั้นต้องซ่อมแซมห้องนอนกันใหม่หมด แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ต่างๆอีกมากมาย ตอนที่พวกผมย้ายออกจากบ้าน ก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เจ้าของบ้านฟัง ทางเจ้าของบ้านก็บอกว่าตัวเองก็เคยได้ยินเรื่องแปลกๆแบบนี้ทุกครั้งที่มีคนมาเช่าบ้าน สุดท้ายเจ้าของบ้านก็เลยตัดสินใจทุบบ้านหลังนี้ทิ้งไป พวกผมจึงเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เช่าอยู่ในบ้านหลังนั้น

ขอบคุณเรื่องเล่าจากเพจ Sho ck Time Story ล้อมวง เล่า เรื่อง ผี

“พี่ชาติแกหลงป่าแล้วได้ผีป่าผีเขามาช่วยไว้จนรอดออกมาได้” เรื่องเล่าตอนหลงป่า

#หลง เล่าโดย : คุณธกร คนชอบเล่า ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

    เป็นประสบการณ์ของพี่ชาติที่นำมาถ่ายทอดให้ฟัง ตัวแกเองเคยขึ้นเหนือล่องใต้มาก็เยอะ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ทำให้แกต้องจำจนไม่มีวันลืม แกเล่าให้ฟังว่า หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และส่งเสียรายจ่ายต่างๆ แกก็อยากจะเดินไปท่องไพรคนเดียวบ้าง ไม่รู้เหมือนกันว่าอารมณ์ไหน ประจวบกับตอนนั้น พวกเพื่อนๆก็ไม่ว่างกันเลย ก็เลยลุยเดี่ยวดู พวกเพื่อนๆที่ไม่ไปด้วย ต่างก็อวยพรกันว่า “อย่าไปเจอผีป่ากับสัตว์ร้ายก็แล้วกัน”

    ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะทุกครั้งที่เดินทาง แกจะห้อยพระที่นับถือ กับตะกรุดศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย ครั้งนั้นเป็นวันที่ออกเดินทางแต่เช้า ขับรถส่วนตัวไปจอดไว้ที่สำนักงานป่าไม้แห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็คุ้นเคยกันดี ช่วงที่เข้าป่าก็จะจ้างเด็กไปนอนเฝ้ารถให้ และเข้าแจ้งความจำนงกับเจ้าหน้าที่ว่า จะขอเข้าไปเที่ยวในป่า และค้างสักหนึ่งคืน หรือไม่ก็สองคืน เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ขัดข้อง และขอตรวจดูสัมภาระ ว่ามีอะไรบ้าง ที่จะสามารถไปทำร้ายสัตว์ได้ ตามกฏระเบียบ

    พี่ชาติแกบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ครั้งนี้ อยากไปเดินทางป่าด้านเหนือบ้าง เพราะเห็นว่าพื้นที่ตรงนั้น ยังไม่เคยไปเลยสักครั้ง ว่ากันว่ามันอุดมสมบูรณ์ มีป่าขึ้นรก เหมาะแก่การสำรวจ เรียกว่าได้เข้าป่าโดยแท้จริง แต่ก็ได้คำตอบกลับมาว่า “อย่าเข้าไปเลย ไม่มีใครเข้าไปหรอก ในนั้นน่ะ” พี่ชาติเลยถามว่า “มันเป็นพื้นที่ของป่าสงวนเหรอ” เจ้าหน้าที่ตอบว่า “เปล่า แต่ก็อย่าเข้าไปเลย เชื่อเถอะ ไม่แนะนำ” พี่ชาติก็ต่อลองว่า “ขอเข้าไปสักครึ่งกิโลเมตรละกัน เข้าไปเอาบรรยากาศ แล้วก็รีบกลับออกมา”

    แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังยืนยันอีกว่า “ไม่ควรเข้าไปอย่างยิ่ง รับปากได้มั้ยว่าจะไม่เข้าไป” สุดท้ายก็ต้องรับปาก เพราะเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ จากนั้นก็เข้าห้องน้ำ จัดเตรียมสัมภาระให้เรียบร้อย แล้วออกเดินทางทันที ตอนแรกยังคิดอยู่ว่า ทำไมถึงไม่ให้เข้าไปนะ แค่อย่างรู้เท่านั้นเอง ว่าจะเหมือนส่วนอื่นๆหรือไม่ จึงเดินเข้าป่าเส้นทางเก่าๆ เดินเที่ยวไปเที่ยวมา มันรู้สึกคุ้นเคยชินตา เพราะเห็นจนเบื่อแล้ว ความรู้สึกตื่นเต้นแบบตอนที่เข้ามาแรกๆก็หายไปหมด

    แกเดินเที่ยวไปเรื่อยๆ จนเวลาบ่ายสองกว่าๆ จึงคิดว่ายังพอมีเวลาที่จะเปลี่ยนเส้นทาง ไปที่ป่าทึบทางเหนือ รีบไปเดินสำรวจ แล้วกลับออกมาค้างคืนในป่าเก่าก็น่าจะทัน เมื่อคิดได้อย่างนั้น ก็รีบเดินไปที่ป่าทางเหนือจนเข้าเขตป่าทึบ ทันทีที่เหยียบย่างเข้าไป ก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่แปลกไปจากเดิม เย็นประหลาดๆ สัมผัสได้ถึงความชื้น มีไอหมอกอ่อนๆ น่าแปลกมาก ที่เมื่อกี้ยังมีแดดจ้าอยู่เลย

    แต่ก็รู้สึกชอบมาก มันเหมือนหน้าหนาว การเดินแต่ละก้าว เต็มไปด้วยความลำบาก ต้องใช้ความพยายามสูง จะไม่ตัดต้นไม้โดยไม่จำเป็น ค่อยๆเดินไปตามทาง ตรงไหนที่มันรกมาก ก็ใช้มือแหวกเอา ให้มันพอเป็นร่องทางเดินได้ ยิ่งเดินลึกเข้าไป ความลำบากยิ่งเพื่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม่ขึ้นรกหนาแน่น ได้ยินเสียงของสัตว์ร้องคำรามรอบตัว ไม่รู้ว่าต้นเสียงมันอยู่ที่ไหน และรอบๆตัวรู้สึกว่ามันมืดผิดปกติเหลือเกิน คงเป็นเพราะแสงมันส่องเข้ามาไม่ถึง เลยทำให้รู้สึกวังเวง ใจเกิดอาการกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย คิดว่าถ้าเดินลึกเข้าไปอีก อาจจะมีอันตรายรออยู่ หรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นเหยื่อของอะไรสักอย่าง

    ตอนนี้พี่ชาติรู้สึกโมโหตัวเอง ที่ไม่เชื่อคำเตือนของเจ้าหน้าที่ ก็เลยรีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ กว่าจะขึ้นได้ก็ใช้เวลาอยู่นานโข พอขึ้นไปได้ก็ไปนั่งนิ่งอยู่บนคาคบไม้ สงบใจสักพัก แต่พอมองลงไปข้างล่าง ก็เห็นเหมือนเงาสัตว์ หรือตัวอะไรสักอย่างใหญ่ๆ เดินตะคุ่มๆอยู่ใต้ต้นไม้ พี่ชาติตกใจมาก เพราะเจ้าสิ่งนั้นมันเดินไปเดินมา แล้วแหงนขึ้นมามอง ตาแดงก่ำ ตอนนั้นแกคิดในใจว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ แล้วนี่มันยังเป็นตอนกลางวันอยู่เลยแท้ๆ ทำไมบรรยากาศรอบๆตัวมันดูมืดทึบ มองอะไรก็ดูพร่ามัวไปหมด

    เสียงของสัตว์ต่างๆร้องระงมไปทั่วทั้งป่า แต่เสียงมันฟังดูวังเวงเหลือเกิน และไอ้ที่อยู่ข้างล่างมันคือตัวอะไร แกคิดว่าแกต้องเสร็จมันแน่ ไม่รู้จะหนีไปทางไหน ได้แต่หลับตาภาวนาอยู่บนต้นไม้ ให้คุณพระคุณเจ้าช่วยคุ้มครอง สักครู่ต่อมา เสียงสัตว์ที่ร้องระงมน่ากลัวก็เงียบลง พี่ชาติค่อยๆลืมตาขึ้น เงาแปลกประหลาดที่อยู่ด้านล่างก็หายไป ป่าเหมือนจะสว่างขึ้นกว่าเดิม ก็คิดกับตัวเองว่า สงสัยจะเหนื่อยมาก เลยทำให้เห็นภาพหลอน

    หลับตานั่งทำสมาธิอยู่สักพัก ดูแล้วไม่มีอะไร ก็เลยลงมาจากต้นไม้ ตอนนั้นคิดว่าควรจะต้องกลับออกไปจากที่นี่ ขนาดยังเข้ามาไม่ลึกมาก ยังคิดว่ามันดูน่ากลัวพิกล มองดูเวลาก็เห็นเป็นบ่ายสี่โมงเย็น แต่พอมองดูดีๆ ปรากฏว่านาฬิกามันหยุดนิ่งสนิท ก็คิดว่าคงไม่เป็นไร มองหาเครื่องหมายที่ทำเอาไว้ เพื่อจะได้เดินกลับออกไป แต่พอมองไปทั่ว ก็รู้สึกใจเสีย เพราะเครื่องหมายที่ได้ทำเอาไว้ มันกลับหายไปทั้งหมด ด้วยความแปลกใจ จึงเดินวนเวียนหาอยู่หลายรอบ จนรู้สึกเมื่อยขาเมื่อยแข้ง อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน มันก็จะย้อนกลับมาทางเดิม ต้นไม้มันเหมือนกันหมดทั้งป่า แกจึงนั่งพักบนขอนไม้อันหนึ่ง แล้วหยิบกล่องข้าวจากเป้ออกมากิน เพื่อเติมแรงไปก่อน

    นั่งพักจนพอมีแรง ก็ลุกขึ้นเดินต่อ ใจมันอยากจะออกไปจากตรงนี้มาก แต่มีความรู้สึกว่า เหมือนยิ่งเดิน มันยิ่งลึกเข้าไปทุกทีๆ ฟ้าค่อยๆมืดลง ให้ความรู้สึกหมดอาลัยกับชีวิต อับจนหนทาง แกจึงหยิบมือถือขึ้นมาจากกระเป๋า คิดว่าจะโทรขอความช่วยเหลือ แต่แบตดันมาหมดเอาซะดื้อๆ ตอนนั้นเลยต้องยกมือขึ้นไหว้ไปรอบๆตัว ขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาท่านช่วยด้วย ถ้าหากว่ากลับออกไปได้ จะทำบุญถวายสังฆทาน และจะงดกินเนื้อสัตว์ในวันพระ

    เมื่ออธิษฐานเสร็จก็เริ่มเดินต่อ แต่ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกท้อแท้ ความมืดมันเข้ามาควบคุมทุกอย่าง มันมืดสนิทเหมือนอยู่ในถ้ำ ได้ยินเสียงนกกลางคืนร้องระงม หรือเสียงร้องน่ากลัวของนกฮูก อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แสงสว่างของพระอาทิตย์ที่ส่องลอดกิ่งไม้เริ่มหมดลงไปทุกที ทำให้รู้สึกหลอน วังเวง จนเดินต่อไปไม่ไหว จึงนั่งลงพักซะก่อน อากาศในป่ามันเย็นจับใจ จึงรีบปีนขึ้นต้นไม้อีกครั้ง กะว่าจะนั่งพักให้หายเหนื่อย

    แต่พอปีนขึ้นไปถึงข้างบน ก็ต้องปีนลงมาข้างล่างทันที เพราะอากาศข้างบนมันเย็นยะเยือก ตอนนั้นอยากจะจุดไฟ ก่อไฟผิง ให้ความอบอุ่นกับร่างกายสะก่อน แต่เหมือนเวรกรรม ไฟฉายมันก็มาริบหรี่ๆ และหมดเอาดื้อๆ จนมองแทบไม่เห็นอะไร ได้แต่นั่งกอดเป้อยู่ใต้ต้นไม้ อากาศหนาวเย็น จนหูได้ยินเสียงน้ำค้างดัง “เปาะ..แปะ..เปาะ..แปะ” เสื้อผ้าเปียกชื้นไปทั้งตัว คิดในใจว่า ถ้ายังนั่งแบบนี้ต่อไป ต้องเป็นปอดบวมแน่

    ทางเดียวที่จะรอด คือต้องจุดไฟให้ได้ ก็เลยพยายามเดินหาฟืน หรือเชื้อเพลิงอะไรก็ได้ ที่พอจะหาได้ แกเดินไปได้ไม่ไกลมาก ก็เห็นว่าข้างหน้ามีแสงสีส้มๆ ดวงเล็กๆ คิดว่าน่าจะเป็นคนเดินป่าเหมือนกัน มาจุดไฟผิงอยู่ก็ได้ ตอนนั้นดีใจมาก เหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น รีบเดินเข้าไปหาโดยเร็ว และก็ไม่มีผิดหวัง เพราะเห็นกองไฟขนาดย่อมๆจุดเอาไว้ มีผู้ชายสามคน สวมเสื้อผ้าหนาๆ ใส่หมวกบดบังใบหน้า นั่งอยู่รอบกองไฟ คุยกันเงียบๆ

    พี่ชาติแกก็เดินโซเซเข้าไปหา แล้วฟุบลงข้างๆกองไฟ เพราะหมดแรงจะพยุงตัว หูก็ได้ยินเสียงใครสักคนพูดว่า “สงสัยเป็นพวกหลงป่า เราต้องช่วยเหลือ” รู้สึกว่าถูกใครคนหนึ่งพยุงร่างให้นั่งพิงกับโคนต้นไม้ ความอบอุ่นจากกองไฟ ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมาก พวกเขาไม่พูดอะไร นอกจากจะคุยด้วยภาษาแปลกๆ ที่ฟังดูไม่คุ้นหูเอาซะเลย แต่ตอนนั้นพี่ชาติเหนื่อยมาก ไม่มีแรงแม้จะขยับปาก ได้แต่มองพวกเขา ที่ก้มหน้าก้มตาคุยกัน เห็นมีบางครั้งที่เขาหันมามอง แล้วแกก็หลับไปโดยไม่รู้สึกตัวอีกเลย

    ตื่นมาอีกที รู้สึกว่าอากาศมันหนาวมาก ทนไม่ไหวจนต้องรู้สึกตัวตื่น สั่นไปทั้งตัว หนาวเย็นจนฟันกระทบกัน มองไปรอบๆก็มีแต่ความมืดมิด รู้สึกตกใจมากที่ไม่เห็นผู้ชายสามคนนั้น กองไฟก็ไม่มี ก่อนที่จะหลับก็ยังเห็นว่ามีคนนั่งผิงไฟอยู่แท้ๆ แล้วพวกเขาหายไปไหนกันแน่ แม้แต่ขี้เถ้าก็ยังไม่มี ตอนนั้นมันหนาวจับหัวใจ เย็นวูบวาบที่สันหลัง ความกลัวมันไหลเข้ามาเต็มหัว กลัวที่ต้องอยู่ในป่าแบบโดดเดี่ยว มองไปทางไหนก็มีแต่ความมืด กลัวจนทำอะไรไม่ถูก ความหนาวมันเป็นศัตรู ที่ทำให้ร่างกายขยับไม่ไหว ขาก็เหมือนจะเป็นตะคริว หน้าชาไร้ความรู้สึก

    แกค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แต่ก็ล้มลงอยู่หลายครั้ง เพราะเป็นตะคริวที่ขา รู้สึกกลัวมาก แต่ถ้าขืนนั่งอยู่ต่อไป คงต้องหนาวขนวูบไปแน่ๆ หรือไม่ก็ต้องเป็นไข้ป่า จบชีวตอยู่ในป่านี้ ก็เลยพยายามคุกเข่าคลานไปเรื่อยๆ ก้มหน้าไปกับพื้นดิน ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน แต่ทุกครั้งที่ฝ่ามือกดลงไปที่พื้น มันรู้สึกเจ็บปวดแสนทรมาน มีหนามตำจนเลือดไหลซิบ แต่ก็ยังพยายามตั้งสติ คิดว่ายังไงก็จะไม่ยอมเป็นผีที่นี่แน่ๆ

    เมื่อตะคริวเริ่มหาย รู้สึกว่าขามันเริ่มจะขยับได้ จึงพยายามลุกขึ้น เดินไปข้างหน้าในลักษณะที่เข่าเกยกัน การเคลื่อนไหวเป็นไปได้อย่างลำบาก และแล้ว ความรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ก็กลับมาอีก เพราะเห็นว่าข้างหน้า มีแสงไฟสีส้มแดง คงต้องมีคนก่อไฟอยู่แน่ๆ จึงรีบเดินเข้าไปดู แต่ยิ่งเดินเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่ามันเดินไปไม่ถึงสักที ทั้งๆที่เห็นมันอยู่แค่ใกล้ๆ รู้สึกว่าเดินอยู่นานมาก ลัดเลาะตามต้นไม้จนไปถึง แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่กองไฟ มันคือลูกไฟขนาดเท่าหัวคน ลอยเรี่ยๆอยู่กับพื้น

    พี่ชาติตกใจมาก ความคิดเตือนว่าให้อยู่เงียบๆไว้ เพราะมันอาจจะเป็นดวงไฟผีป่า แกนั่งหลบอยู่หลังต้นไม้ ไม่กล้าขยับตัว คิดในใจอย่างเดียวว่า คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วย นี่ถ้ามันรู้ว่ามีคนแอบมอง มันจะทำอะไรกันแน่นะ ดวงไฟนั้นก็ลอยอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยๆหายไปกับตา แต่พอไฟหายไป ก็เห็นว่ามันกลายเป็นเงารูปร่างคนสูงใหญ่ ยืนจังก้าอยู่ พี่ชาติกลัวจนต้องกลั้นหายใจเอาไว้ ในชีวิตไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย นับว่าเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะทรมานมาก ได้แต่ภาวนาให้มันไปเร็วๆ

    สักพักก็เห็นเจ้าร่างดำๆนั่น มองซ้ายมองขวา เหมือนหาอะไรบางอย่าง แล้วมันก็ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ๆ ตรงที่แกนั่งขดตัวแอบอยู่ แกได้แต่นั่งหลับจาปี๋ กลัวมันจะทำร้าย เอามือล้วงเข้าไปในเป้ หยิบมีดเล่มเล็กๆที่พบติดมาด้วย กะว่าถ้ามีอะไร จะกระซวกแน่ๆ แต่แล้วมันก็เดินหายไปในทันที ตอนนั้นเริ่มโล่งใจที่รอดพ้นมาได้แต่ก็รู้สึกว่าไม่อยากไว้ใจอะไรเลย เพราะบรรยากาศมันทั้งหนาว ทั้งเย็น ทั้งมืด จนไม่สามารถที่จะไว้ใจอะไรได้ กลัวว่ามันจะย้อนกลับมาอีกครั้ง

    แกนั่งอยู่ตรงนั้นเกือบๆยี่สิบนาที แล้วพยายามรวบรวมสติ และเรี่ยวแรง ลุกขึ้นเดินต่อ แต่ละก้าวที่เดิน ไม่รู้เลยว่ากำลังออกจากป่า หรือว่าเดินถลําลึกเข้าไป รู้เพียงแต่ว่าน่ากลัวมาก สภาพจิตใจย่ำแย่ จนไปเห็นแสงไฟอีกครั้ง แต่ไม่มั่นใจว่าจะเป็นคนนั่งก่อไฟ หรือดวงไฟผี แกเลยค่อยๆย่องเข้าไป หลบอยู่หลังต้นไม้ ใกล้ๆกับกองไฟ คราวนี้เห็นเป็นผู้ชายสามคนนั่งคุยกัน เหมือนกับที่เคยเห็นเมื่อก่อนหน้านี้

    แกลองเพ่งดูอีกที ก็เป็นความจริง เพราะสามคนนั้น ก็คือสามคนที่เห็นตอนแรก แล้วทำไมถึงย้ายมาผิงไฟอยู่ที่นี่ได้ ลักษณะท่าทางจากการพิจารณาดูดีๆ ตอนนี้กลับรู้สึกไม่น่าไว้ใจ แต่กลายเป็นน่ากลัวมากกว่า ผู้ชายคนแรก เมื่อเห็นหน้าตอนที่กระทบกับไฟ มีลักษณะแก้มที่ตอบมาก มีแต่หนังหุ้มกระดูก ตาลึก จมูกสั้น ริมฝีปากมีแต่ความเหี่ยว จับเป็นจีบขยุ้มเข้าหากัน อ้าปากงุมงัมๆ เห็นฟันบนมีเขี้ยวยาวงอกออกมา ดูแล้วไม่เหมือนคนเลยสักนิด มือเหี่ยวย่น เล็บเป็นสีดำๆ

    คนที่สองที่นั่งอยูข้างๆกัน มีลักษณะตัวสั้นๆ หน้าซีด ตาลึกโหล ตัวผอม มีแผลสดอยู่ที่แก้ม ส่วนคนที่สามตัวจะใหญ่กว่าเพื่อน ตาโปนเป็นวาว จมูกไม่มีดั้ง เห็นแต่ริมฝีปากหนาๆ แกพยายามฟังว่าคนเหล่านั้นคุยอะไรกัน แต่พอเงี่ยหูฟังดีๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่การคุยกัน มันเป็นเสียงสวดคาถาอะไรสักอย่าง สูงๆต่ำๆ บางครั้งก็กรีดร้องโหยหวน เสียงสย องจับใจ ตอนนั้นหัวใจของพี่ชาติเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ สับสนวุ่นวายกับตัวเอง คิดว่ากำลังเจอกับอะไรอยู่ และคนที่สาม ที่ตัวโตกว่าเพื่อน เหมือนจะหันไปจับอะไรมาสักอย่างหนึ่ง แต่เมื่อมองดูดีๆ ก็เห็นว่ามันเป็นหนู แล้วเอาเข้าปากเคี้ยวสดๆ ซึ่งภาพมันเด่นชัดมาก จนพี่ชาติรู้สึกสย อง เข่าอ่อนลงทันที ในใจคิดว่า ตอนแรกตนเองรอดมาได้ยังไงกัน

    ก็เลยเอามือจับที่อก พลันนึกขึ้นได้ว่า ยังมีหลวงพ่อห้อยอยู่ที่คอ แล้วก็พกตะกรุดติดตัวมาด้วย แกไม่กล้ากระดุกกระดิก ไม่กล้าส่งเสียง พยายาขดตัวให้อบอุ่นที่สุด นอนภาวนาอย่างเดียวว่า ขอให้ออกไปจากที่นี่ได้สักทีเถอะ อากาศหนาวเย็นมากจนแทบทนไม่ไหว รู้สึกว่าตัวร้อนจัด อาการไม่สบายเกิดขึ้นกระทันหัน ได้แต่นอนนิ่งๆ แล้วหลับวูบไปโดยไม่รู้ตัว ตอนที่หลับก็ยังไม่วาย ฝันเห็นแต่ภูตผีปีศาจ ตัวประหลาดต่างๆ ยืนมองกันอยู่หลังต้นไม้ และบนตันไม้รอบๆตัวเต็มไปหมด

    มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่มีคนมาเขย่าตัวและเรียกชื่อ แกงัวเงียลืมตาขึ้น เห็นเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประมาณห้าคนได้ กำลังลุมล้อมอยู่ใกล้ๆ ทีแรกก็ไม่ไว้ใจ คิดว่าเป็นผี รู้สึกว่าเค้าได้ช่วยกันพยุง ออกมาจากหลังต้นไม้ แล้วหามด้วยแคร่ออกมา เวลานั้นร่างกายป้อแป้ เหมือนจะดับให้ได้ เจ้าหน้าที่ก็พูดกันว่า “โชคดีนะเนี่ย ที่มีคนเห็นว่าแอบเดินเข้าป่าตรงนี้มา ก็เลยออกมาติดตาม เพราะสังหรณ์ใจว่าต้องเกิดเรื่องแน่ๆ เตือนแล้วก็ไม่ฟัง เป็นไงล่ะ” พอกลับออกมาจากป่า และปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็พาพี่ชาติไปส่งที่โรงพยาบาล

    พี่ชาติแกนอนซมด้วยพิษไข้ คิดอยู่อย่างเดียวว่า รอดมาได้ยังไง พอออกจากโรงบาล แกก็รีบไปทำบุญถวายสังฆทาน มอบให้ท่านเจ้าป่าเจ้าเขาตามสัญญา มันเป็นโชคดีอย่างมหาศาล ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เดินตามเข้าไปตรงจุดนั้น ทั้งๆที่แกบอกว่าไปอีกจุดหนึ่ง และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

ขอบคุณเรื่องเล่าจากเพจ คนอ่านผี

“ผีที่มายิ้มให้ผม” บ้านหลังใหม่

เรื่องเมื่อผีมายิ้มให้ผม ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่า

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของผมเอง เป็นประสบการณ์ที่ทุกครั้งที่นึกถึงจะต้องขนลุกตลอด เรื่องมันเริ่มจากตอนนั้นผมอายุ 15 ปี พ่อกับแม่ไปซื้อบ้านใหม่อยู่ ตอนนั้นผมอยู่โรงเรียนประจำเป็นปีสุดท้ายก่อนจะย้ายกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้าน แล้วพ่อก็หย่ากับแม่และแยกทางกันทำให้ผมอาศัยอยู่กับแม่แค่สองคน แล้วช่วงนั้น แม่มีงานต้องไปต่างจังหวัดบ่อยๆ จนบางครั้งผมต้องอยู่บ้านคนเดียวเป็นอาทิตย์

บางครั้งถ้างานแม่ไม่เสร็จลากยาวเป็นเดือนๆเลยก็มี แม่ก็จะทิ้งเงินไว้ให้ ไม่ก็ฝากไว้กับเพื่อนบ้าน และด้วยความที่ผมอยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ จึงทำให้ผมเจอเหตุการณ์แปลกๆบ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร อาจจะแค่มีลมพัดในบ้านบ้างทั้งที่ปิดประตูหน้าต่างแล้ว ได้ยินเสียงแปลกๆในครัว ทั้งที่อยู่บ้านคนเดียว ผมก็ไม่ได้อะไรกับมันมากนัก เพราะมันไม่มีอะไรหรือเพราะผมชินก็ไม่รู้

แต่อยู่มาคืนนึง ขณะที่ผมกำลังเล่นคอมอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงประหลาดเหมือนมีคนมากระซิบข้างหู แต่ได้ยินไม่ชัดว่าพูดอะไร แต่ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิงอันนี้คือที่ผมแน่ใจ ตอนแรกผมก็สะดุ้งนะแบบ อยู่มาตั้งนานได้ยินอะไรมาก็เยอะ แต่ไม่เคยถึงขั้นได้ยินใกล้ขนาดนี้ แต่ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อาจจะแค่หูฝาดหรือไม่ก็คิดไปเอง หลังจากนั้นผมก็นั่งเล่นคอมต่อจนดึกเลยครับ เพราะวันต่อมาก็เป็นวันหยุดก็ไม่ต้องรีบนอนก็ได้ แม่ก็ไม่อยู่ก็ไม่มีใครตามขึ้นไปนอนอยู่แล้ว แต่ซักเวลาตี 2 กว่าๆได้ อยู่ดีๆกระจกบ้านผมก็สั่นๆ สั่นแบบเหมือนเวลา เปิดลำโพงเสียงเสียงดังๆแล้วกระจกสั่นอะไรแบบนั้นเลยครับ

แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าผมไม่ได้เปิดลำโพงเสียงดังนี่น่ะสิ!! คือตี 2 แล้วผมจะไปเปิดเสียงดังได้ยังไง แต่ผมก็พยายามไม่คิดมากอะไร คิดแค่ว่าคงลมพัดมั้ง ไม่มีอะไรหรอก ลมพัดโดนกระจกสั่นก็คงเป็นธรรมดา ก็เล่นเกมต่อไปซักพัก ผมก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันหนาวผิดปกติทั้งที่ห้องนั่งเล่นที่ผมเล่นคอมไม่ได้ติดแอร์ ผมเริ่มรู้สึกว่ามันแปลกๆ พยายามจะข่มใจตัวเองแล้วก็ขึ้นไปนอน แต่ในตอนนั้นคือแม้แต่จะลุกจากเก้าอี้ก็ยังทำไม่ได้

แล้วอยู่ดีๆก็ไม่รู้มีอะไรดลใจทำให้ผมมองไปที่กระจกด้านขวาของผม แล้วผมก็เห็นผู้หญิงคนนึง โผล่หน้าออกมาจากขอบตู้แต่โผล่ออกมาแค่ครึ่งตัว ลักษณะผมยาว หน้าซีดๆ ยืนยิ้มให้ผมอยู่ตรงนั้น ลักษณะยิ้มแบบกว้างมากๆ ตอนที่ผมเห็น ผมหันหน้ากลับมาที่คอมแทบจะทันที ไม่กล้าหันไปมองอีก ได้แต่ใช้หางตามองว่าเค้ายังอยู่ตรงนั้นมั้ย ปรากฏว่ายังอยู่ที่เดิม มุมเดิม และยิ้มให้ผมเหมือนเดิม ผมไม่รู้จะทำยังไงเลย ต้องนั่งเล่นคอมอยู่ตรงนั้นไปเกือบจะทั้งคืน แล้วก็เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว เค้าก็ไม่อยู่แล้ว ผมรีบอาบน้ำละไปหาเพื่อน พร้อมกับโทรเล่าให้แม่ฟังว่าเจออะไร แม่บอกว่าเดี๋ยวแม่จะให้นั่งเครื่องบินไปหาแล้วก็จะหาพระหรือหาคนมาทำบุญที่บ้าน เดี๋ยวผมกลับมาเล่าต่ออีกทีครับ

ระหว่างที่แม่ผมไม่อยู่ เรื่องก็หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่ผมเจอมันหลอนจนบอกไม่ถูกครับ ใครๆ ก็คิดว่าผมหลอนไปเอง ดูหนังมากไปรึป่าว? ไม่มีใครเชื่อผม มันทำผมขนลุกจนนอนไม่หลับ มีคืนนึงสะดุ้งตื่นพร้อมประชันหน้ากับวิญญาณที่ยืนยิ้มให้ผมแบบใกล้มากขึ้น ยืนยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มกับหน้าตาที่แปลกประหลาดมันติดตาผมมา ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันใกล้กว่าเดิมจนเครียด

สวดมนต์ก็แล้ว ไปทำบุญให้ก็แล้วไม่ช่วย ต้องอยู่แบบวันแล้ววันเล่า จนผ่านไปสัปดาห์นึงแม่เราติดต่อกลับมา ได้ข้อมูลจากเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัด หาวิธีช่วยได้ มีอาจารย์ท่านนึงที่สามารถล้างอาถรรพ์ได้ อยู่ที่กทม. แม่ก็เลยบินกลับมาแล้วหาทางติดต่อกับอาจารย์คนนั้น คนนั้นคือ อ.กานต์ ครับ หลังจากที่แม่บินกลับมาไม่นานก็รีบมารับผมไปหาอาจารย์ ดีนะที่ผมยังอยู่ดี ไม่บ้าไปเสียก่อน

ตอนนั้น อ.ติดงานพอดีก็รออยู่ที่บ้านอาจารย์ อ.กานต์ เป็นผู้ทำพิธี และหมอดู รับดูดวงและทำพิธีตั้งศาล ตอนที่ผมไปหาแก ตอนนั้นแกใกล้จะเสร็จพิธีตั้งศาลแล้วครับ ผมกับแม่ก็เลยรออาจารย์กลับมา หลังจากที่พูดคุยกันตอนแรกอาจารย์กานต์ก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้ไหม แต่ก็พยายามจะช่วยเราเต็มที่ ก็พาอาจารย์มาที่บ้าน อาจารย์แกก็มีวิธีการต่างๆ ก็มีคำถาม ถามแม่ผมว่า บ้านนี้บ้านใคร เป็นเรื่องที่ผมก็เพิ่งรู้ จริงๆ เป็นบ้านมือสองสมัยที่ครอบครัวผมย้ายมา พ่อผมซื้อต่อมาจากเพื่อนพ่อที่เป็นคนรู้จักกันซึ่งแม่บอกก็ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ไม่นึกว่าเป็นเพื่อนพ่อด้วยซ้ำ หลังจากที่ซื้อบ้านมาพ่อก็ไม่ได้ติดต่อกับคนนี้อีก

สภาพแรกที่เข้ามาแม่บอกว่า ต้องรีโนเวทกับพ่อหนักอยู่ อ.กานต์แกก็บอกว่าที่นี่มีประวัติ แต่เขาไม่ได้มาไม่ดี แค่อยากเล่นด้วย ที่เขายิ้ม เขาไม่ได้จะแตะต้องหรือทำร้าย และที่บ้านผมก็ไม่มีศาลด้วย อ.แกบอก เขาเป็นเจ้าที่ ที่หวงที่ดินตรงนี้มากๆ หวงจากไม่สามารถไปไหนได้ หลังจากที่คุยกันวันรุ่งขึ้น ก็จัดของทำพิธีตั้งศาลให้กับบ้านผมและล้างอาถรรพ์เป็นที่เรียบร้อย แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เจอเรื่องแปลกๆ อีกเลยครับ คิดว่าเป็นผีบ้านผีเรือนครับ ถือว่าผมยังโชคดีครับ ที่ไม่ได้เจอวิญญาณอาฆาต ถ้าเจอผมคงมีอันเป็นไปมากกว่านี้ การจะเลือกที่อยู่สักที่ อย่าซื้อบ้านต่อจากใครเพราะแค่คิดว่ามันราคาถูกนะครับ ลองเช็คประวัติบ้านด้วย ตั้งศาล ทำพิธี เพื่อความสบายใจของทั้งคนและผี วิญญาณเรื่องทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ครับ

แถมเรื่องบ้านกันอีกเรื่องเผื่อว่าจะรู้สึกว่าสั้นไปนะคะ เรื่อง บ้านทางผีผ่าน เจ้าของเรื่อง : คุณปั๊ม

        ขอเล่าย้อนไปเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 41 ผมอายุประมาณ 10 ขวบ ตอนนั้นครอบครัวของผมลำบากมากๆ เพราะเนื่องจากพิษเศรษฐกิจ ธุรกิจของพ่อและแม่ก็ล้มละลาย จนพ่อแม่ได้พาผมและน้องสาวย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดเพราะต้องดิ้นรนหางานทำเพื่อเลี้ยงดูปากท้อง ช่วงที่ย้ายมาใหม่พ่อและแม่ได้กลับไปทำอาชีพเป็นตัวแทนขายประกัน เพราะก่อนหน้านั้นเคยเป็นตัวแทนขายประกันของอีกบริษัทหนึ่งมาก่อน หัวหน้าเก่าจึงเรียกตัวกลับ ให้ไปช่วยทีมงานใหม่ ตอนนั้นเงินติดตัวแทบจะไม่มีเลยครับ แต่ยังโชคดีที่หัวหน้าเก่าของพ่อและแม่ช่วยออกเงินค่าเช่าบ้านเช่ารถให้ใช้ในช่วงแรก เนื่อง

        จากจะย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดโดยที่ไม่ค่อยมีเงิน พ่อและแม่จึงต้องไปหาบ้านเช่าที่ราคาถูกมากๆ จนไปเจอบ้านหลังหนึ่งติดประกาศไว้จึงขอเข้าไปดู ลักษณะเมื่อเดินเข้าประตูรั้วไป ด้านหน้าบ้านเป็นลานดินกว้างๆระยะจากรั้วถึงตัวบ้านน่าจะประมาณ 50 เมตรได้ ซึ่งถ้ามองจากถนนเข้าไป ตัวบ้านจะอยู่ต่ำมากๆ ลานดินกว้างๆจึงลาดเอียงลงไปจนถึงตัวบ้าน ตัวบ้านเป็นบ้านไม้ชั้นครึ่ง ด้านซ้ายมือเป็นโรงจอดรถถัดไปจะเป็นใต้ถุนโล่งๆ ด้านขวาเป็นเฉลียงหน้าบ้านซึ่งกว้างพอสมควร

        เมื่อเปิดประตูหน้าบ้านเข้าไป จะเจอกับห้องโถงกว้างๆ เพดานสูงจรดไปถึงด้านบน ประมาณเกือบ 6 เมตรได้ ห้องน้ำจะแบ่งเป็น 2 ห้อง อยู่ด้านขวามือ ห้องหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำ ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นห้องส้วม เมื่อมองจากห้องโถงจะเห็นบันไดขึ้นด้านบน และมีทางเดินผ่ากลางห้องนอนทั้ง 2 ห้อง ห้องนอนใหญ่จะอยู่ฝั่งซ้าย (พวกเรา 4 คน นอนรวมกันในห้องนี้) ห้องนอนเล็กจะอยู่ฝั่งขวา (ห้องนี้เอาไว้เก็บของและเปลี่ยนเสื้อผ้า) เมื่อเดินผ่านทางเดินกลางบ้านเข้าไป จะเจอกับห้องครัวขนาดใหญ่มีประตูไม้เชื่อมกับส่วนระเบียงหลังบ้าน ด้านซ้ายมือจะเป็นห้องเก็บของอีกห้องหนึ่งและมีประตูออกจากตัวบ้านได้

        ส่วนบริเวณรอบๆบ้านทั้งสามด้านกว้างพอสมควร ด้านซ้ายจะติดกับบ้านหนึ่งหลัง ส่วนด้านขวาเป็นที่ดินเปล่าซึ่งมีหญ้าขึ้นรกร้าง ที่น่าแปลกคือรั้วสังกีสีด้านหลังบ้านสูงประมาณ 2 เมตร และมีประตูบานไม่เล็กไม่ใหญ่ 1 บาน สามารถเปิดแล้วเดินออกไปด้านหลังได้ ด้านหลังหากเดินออกไปจะเป็นป่าทึบ มีหญ้าขึ้นรก และมีต้นไม้ใหญ่แซมด้วยต้นมะพร้าวสูงๆ อยู่หลายต้น ชาวบ้านบอกว่าถัดจากบริเวณที่เป็นป่าออกไปจะเป็นแม่น้ำสายใหญ่ (แม่น้ำปิง) ในบริเวณหลังบ้านถ้าเป็นในช่วงกลางคืนจะมืดมาก

        เรื่องมันเกิดในวันแรกที่พวกเราเข้าไปอยู่ ในความเชื่อของพ่อและแม่ เมื่อเข้าไปอยู่ที่ใหม่ ก็จะมีการจุดธูปขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางขอให้อยู่แบบปลอดภัยไม่มีสิ่งใดรบกวน ในช่วงตอนกลางวันพวกเราทั้ง 4 คน ได้ช่วยกันจัดข้าวของในส่วนที่พอจะจัดได้ พอตกดึกพ่อเดินไปปิดประตูรั้วหน้าบ้านพร้อมกับเดินเข้าบ้านมาปิดประตูหน้าบ้าน ปิดไฟจนหมด เราทั้ง 4 คน นอนกางมุ้งอยู่ในห้องนอนใหญ่รวมกัน นอนไปได้ซักพักก็มีเสียง ‘กริ่ง’ ดังขึ้น 2 ครั้ง เหมือนมีคนกดเรียกอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน พ่อเปิดไฟออกไปดู ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้านเลย จึงกลับมาเล่าให้ฟังและเข้านอนตามปกติ แต่ในใจของทุกคนรู้ว่ามันไม่ปกติแล้ว ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที เสียงกริ่งก็ดังขึ้นอีก แต่คราวนี้ดังรัวๆ “กริ่ง กริ่ง กริ่งงง” พร้อมกับมีเสียงไฟช็อตภายในบ้าน ‘ แปล๊บ แปล๊บ ‘ ดังขึ้นหลายๆครั้ง จู่ๆหลอดไฟตรงทางเดินก็กระพริบ ติดๆดับๆ ขึ้นมาเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นพ่อได้เดินไปปิดไฟทั่วบ้านแล้วก่อนที่จะเข้ามุ้งมานอน เสียงกริ่ง เสียงไฟฟ้าช็อต และอาการกระพริบของหลอดไฟ ยังคงเป็นแบบนั้นอย่างต่อเนื่อง แม่ลุกไปเปิดไฟในห้องนอน เราทั้ง 4 คน ต่างมองหน้ากัน น้องสาวผมซึ่งจู่ๆ ก็ฟุบหน้าลงไปกับหมอนและมีท่าทางหวาดกลัว แม่อดทนกับอาการที่เป็นแบบนี้ไม่ไหว จึงตะโกนออกไปว่า “อย่ามาหลอกกันแบบนี้เลย อยากได้อะไรเดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำบุญไปให้” หลังจากนั้นเสียงกริ่ง เสียงไฟฟ้าช็อต ก็หายไป ไฟตรงทางเดินดับปกติ มีแต่เพียงไฟในห้องนอนที่แม่เปิดค้างไว้เท่านั้น พ่อและแม่ตัดสินใจที่จะเปิดไฟนอนในคืนแรก

        พอรุ่งเช้าของอีกวันขณะที่พวกเราก็ช่วยกันทำความสะอาดเหมือนเดิม ก็มีเพื่อนบ้านใกล้ๆ เข้ามาทักทายอยู่ตรงประตูรั้วบ้านและถามว่าเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง แม่ก็เราให้เขาฟัง เขาบอกว่าเมื่อก่อนบ้านหลังนี้เคยเป็นโรงเรียนเด็กอนุบาลมาก่อนและก็ปิดตัวไปหลังจากนั้นก็มีคนทยอยมาเช่าอยู่เรื่อยๆแต่ก็ทนอยู่ได้ไม่นานก็ต้องจำใจย้ายออกไป เขาบอกว่าที่ดินผืนนี้แรงเพราะเป็นเหมือนทางผีผ่าน เพราะตั้งแต่ประตูรั้วหน้าบ้านผ่านทะลุประตูเข้าบ้านและตรงทางเดินที่ผ่านระหว่างห้องนอนและประตูรั้วข้างหลังเชื่อมออกไปเป็นป่า บางครั้งมีคนเห็นเหมือนมีเปรตเดินอยู่ในป่าหลังบ้านในตอนกลางคืน ถ้าอยู่ได้ก็อยู่นะ แต่ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ต้องรีบบอกเจ้าของบ้าน เขาจะได้คืนเงินมัดจำให้ แต่ด้วยการที่ครอบครัวเราไม่มีทางเลือกมากนัก ครอบครัวเราจึงต้องอยู่บ้านเช่าหลังนี้ไปก่อน

        ตลอดเวลาที่อยู่บ้านเช่าหลังนี้ครอบครัวของเราป่วยเข้าโรงพยาบาลทุกคน เริ่มจากพ่อ ตกรถข้อมือเกือบหัก ผมจู่ๆเป็นโรคลมชักโดยที่หมอเอ็กซเรย์สมองแล้วไม่พบสาเหตุ น้องป่วยจนต้องเข้าแอดมิดที่โรงพยาบาล แม่ถูกรถชน จนครอบครัวเราอยู่ได้ 1 ปี พ่อและแม่ตัดสินใจย้ายไปต่างจังหวัดใหม่อีกครั้ง เพื่อนบ้านก็ต่างมาถามว่า อยู่กันได้ยังไง ทั้งๆที่ ที่ดินผืนนี้แรงและผีดุมาก แม่ผมได้แต่บอกไปว่า แม่หมั่นสวดมนต์ ทำบุญตลอด เลยผ่านไปได้

        หลังจากที่เราได้ย้ายออกจากบ้านเช่าหลังนั้น แม่ก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นคืนแรกได้ ก็หันไปถามน้องว่า คืนนั้นเป็นอะไรรึเปล่า ถึงได้นอนเอาหน้าฟุบหมอนขนาดนั้น น้องเล่าว่าก็ตอนที่ไฟตรงทางเดินกระพริบๆอยู่นั้น น้องได้เห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว ใส่ชุดไทย มายืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนแล้วจ้องมาทางครอบครัวเรา ตอนนั้นน้องกลัวมากจึงฟุบหน้าลงไปกับหมอนแล้วไม่อยากหันกลับไปดู จนกระทั่งแม่ตะโกนออกไป ทุกอย่างเลยกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม…

ขอบคุณเรื่องเล่าจากทู้ ผีที่ยิ้มให้ผม และเพจ Sho ck Time Story ล้อมวง เล่า เรื่อง ผี

“เมื่อไปเวียนเทียนแล้วเห็นคนเดินสวนทางและพระท่านทักว่าเห็นหรือโยม” วันพระใหญ่

เรื่องวันพระใหญ่ เจ้าของเรื่อง : คุณโต๋ ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเดินทางกลับไปที่บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสมุทรสงคราม และในวันนั้นก็เป็นวันหยุด เนื่องจากเป็นวันวิสาขบูชาพอดี  ผมก็เลยชวนพี่สาวแท้ๆและพี่สาวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของป้า ไปเวียนเทียนที่วัดในตอนกลางคืน เหตุการณ์ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยความปกติดี

          หลังจากที่เข้าโบสถ์ฟังพระสวดเสร็จ ก็เดินออกมาหน้าประตูโบสถ์เพื่อจะจุดธูปเทียนในการเวียนเทียนแล้วก็จะเดินตามพระท่านออกไป  พอเดินตามหลังพระไปได้สักพักหนึ่ง  ผมหันหลังจะไปบอกกับพี่สาวว่า “ขอไฟแช็กหน่อย  เทียนมันดับ”  และในขณะนั้นสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นลุงแก่ๆกำลังเดินเวียนเทียนเหมือนกัน  แต่ว่าลุงแก่ๆคนนั้นกำลังเดินตรวจไปอีกทางของโบสถ์   ซึ่งปกติแล้วทุกคนต้องเดินเวียนเทียนไปทางด้านขวามือ แต่สำหรับลุงคนนี้กลับเดินเวียนไปทางซ้าย การเดินเวียนซ้ายเท่าที่ผมเข้าใจนั้น เขาใช้สำหรับการแห่โลงไม่ใช่หรือ

          ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากก็ได้แต่นึกในใจว่า  ลุงคนนี้อาจจะเดินกลับไปดักด้านหน้าของขบวนเวียนเทียน หลังจากผมได้ไฟแช็คมาจุดเทียนเสร็จ ก็เดินเวียนเทียนต่อไป พักเดียวเท่านั้นลุงแก่ๆคนเดิมก็เดินสวนขบวนเวียนเทียนมาอีกครั้งหนึ่ง  ลุงแก่คนนี้กำลังเดินก้มหน้าถือดอกไม้ธูปเทียนพร้อมด้วยการพนมมือ  เดินผ่านผมไป ผมก็เริ่มประหลาดใจ มองหันหลังตามจนกระทั่งพี่สาวของผมขึ้นเสียงบอกว่า “เดินไป!!  อย่าหันกลับไปมอง”  ในใจของผมตอนนั้นก็เริ่มคิดแล้วว่า ลุงคนนี้ถ้าเกิดไม่ใช่คนบ้าก็น่าจะเป็นผี…

          รอบที่ 2 ก็ยังคงเดินเหมือนเดิมจนกระทั่งถึงรอบสุดท้าย  ในช่วงระหว่างที่ผมกำลังเดินและก็สวดมนต์ไปด้วยอยู่นั้น สายตาของผมก็ยังคงเห็นลุงคนเดิมเดินสวนกลับมาอีกรอบหนึ่ง  แต่ว่ารอบนี้ลุงแกเดินมาแล้วก็เงยหน้าลืมตาขึ้นมา  หน้าตาของแกมันขาวซีดแทบจะไม่มีสีของเลื อด นัยน์ตาของแกแดงกล่ำและในช่วงที่แกกำลังเดินสวนมานั้น จู่ๆก็หันมามองด้านข้างของขบวนเวียนเทียน ตอนนั้นผมมั่นใจแล้วว่าลุงคนนี้ไม่ใช่คนแน่นอน  ผมทำได้แค่รีบเดินตามหลวงน้าที่เคยเป็นลูกศิษย์ แบบติดๆทันที  หลวงน้านั้นก็หันมาถามกับผมว่า  “เห็นเขาหรือ”  ผมได้ยินแค่นั้น ถึงกับอึ้งแต่ก็เดินเวียนเทียนไปจนครบรอบ หลังจากนำดอกไม้ธูปเทียนไปวางบนแท่นเสนาเสร็จแล้ว  ก็รีบเดินไปหาหลวงน้า แล้วก็ถามว่า  “ลุงคนนั้นที่เห็นเดินสวนมาเป็นใคร??”  หลวงน้าก็เล่าให้ฟังว่า..

          ลุงคนนั้นแกเป็นเด็กวัดเก่า ในทุกๆวันพระใหญ่ แกชอบมาเวียนเทียนทุกปี แต่ว่าแกเป็นคนถือเคล็ดอะไรก็ไม่รู้ ชอบเดินเวียนไปทางซ้าย ซึ่งคนส่วนใหญ่เขาถือกันว่า เวียนไปทางซ้ายเหมือนเวียนแห่ขึ้นเมรุ  จนกระทั่งแกเสียชีวิตไป  วิญญาณของแก ก็มักจะมาให้เห็นแทบทุกปี.. พอหลวงน้าเล่าเสร็จผมก็รีบดึงแขนพี่สาวทั้งสองคน กลับบ้านอย่างเร็ว และก็ไม่หันกลับไปมองอีกเลย…

แถมเรื่องเล่าวันพระกันอีกเรื่อง เรื่องวันปล่อยผี เจ้าของเรื่อง : คุณเก้า

          เรื่องราวทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นเรื่องราวที่ผมได้พบเจอเอง แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของน้องสาวที่พบเจอ แล้วก็มาเล่าให้ผมฟังอีกทอดหนึ่ง น้องสาวของผมอาศัยอยู่ในจังหวัดหนองบัวลำภู เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นเมื่อตอนที่น้องสาวของผมยังเป็นเด็ก โดยอาศัยอยู่กับยาย ในสมัยก่อนนั้น ที่บ้านยังเป็นบ้านไม้เก่าๆมี 2 ชั้น ตั้งอยู่ในเขตชนบท ถนนหนทางยังไม่มีการลาดยางด้วยซ้ำ ในช่วงบ่ายน้องสาวของผมก็ออกไปเล่นกับเพื่อนตามปกติ แต่ว่ายายข้างบ้านก็ได้เปิดประตูออกมาบอกน้องๆกับเพื่อนๆว่า “คืนนี้ อยากกลับบ้านดึกนัก   4 โมงเย็นก็กลับบ้านกันได้แล้ว  อย่ารอให้ฟ้ามืด”   แล้วพอเล่นกันจนถึง 4 โมงเย็น เด็กๆก็พากันรีบแยกย้ายกันกลับบ้านตามคำบอกของคุณยาย

          พอตกดึกช่วงกลางคืนนั้น น้องสาวก็มักจะดูละครหลังข่าวตลอด แต่ว่าคืนนั้นยายกลับรีบไล่ให้น้องขึ้นไปนอน  น้องก็เลยจำใจขึ้นไปนอนที่ห้องชั้น 2  พอขึ้นไปบนชั้น 2 ได้แต่ว่าน้องยังไม่ง่วง ก็เลยมองลงมาที่หน้าต่าง  น้องเห็นยายและคนบ้านอื่นๆ พากันเอาสายสินญ์มาพันรอบบ้าน  แต่ด้วยความเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไร นอนเล่นอยู่บนเตียง รอยายขึ้นมานอนเป็นเพื่อน

          สักพักหนึ่งยายก็ขึ้นมาบนชั้น 2 เพื่อจะนอนกับน้องด้วย แต่โดยปกติแล้วน้องสาวจะไม่ได้นอนเร็วขนาดนี้ต้องรอละครหลังข่าวจบก็เกือบจะ 5 ทุ่ม  แต่คืนนี้ต้องมานอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม น้องจึงนอนไม่หลับ นอนกลิ้งไปกลิ้งมาซักพักจนสายตาเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่บนคานของบ้าน ด้วยลักษณะของตัวบ้านนั้นเป็นบ้านไม้เก่าๆ จะไม่มีฝ้าเพดาน ถ้าเกิดนอนหงายมองขึ้นไปด้านบน ก็จะสามารถมองเห็นโครงหลังคา มองเห็นคานของหลังคาได้  สิ่งที่น้องสาวของผมเห็นก็คือผู้หญิงผมยาว ใส่ชุดขาว กำลังนอนเหยียดตัวตรงอยู่บนคานบ้านด้านบน สีหน้าของผู้หญิงคนนั้นซีดมาก จนเกือบจะเป็นสีขาว และมีเส้นเลื อดสีดำตามผิวหนังขึ้นเต็มไปหมด เธอคนนั้นมองลงมาที่น้องของผม แล้วก็ค่อยๆอ้าปากออก หลังจากนั้นก็มีน้ำสีดำดำๆไหลออกมาจากปากของเธอ น้องได้แต่นอนตกใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากบอกยาย คุณยายมันก็นอนอยู่ข้างๆ น้องเลยตัดสินใจเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงทั้งตัว

          สักพักหนึ่งจนเวลาผ่านไป  น้องคิดว่าผู้หญิงคนนั้นน่าจะไปแล้วจึงค่อยๆเลื่อนเปิดผ้าห่มออก ตอนนี้คานบ้านด้านบนไม่มีใครอยู่อีกแล้ว ผู้หญิงคนนั้นหายไป แต่ว่าหางตาของน้องกลับมองเห็นผู้หญิงคนเดิม คราวนี้ลงมายืนอยู่ข้างๆตู้เย็น ที่อยู่เยื้องกับที่นอน พอผู้หญิงคนนั้นสังเกตได้ว่าน้องสาวของผม มองเห็นเธอแล้ว เธอก็ค่อยๆแสยะยิ้มให้กับน้องของผม ตอนนั้นน้องบอกว่ากลัวสุดขีดก็เลยเอาตัวมุดเข้าไปนอนใต้ตัวยาย จนกระทั่งยายตื่น

          ยายนั้นงัวเงียลุกขึ้นมาถามน้องว่าเป็นอะไร  เกิดอะไรขึ้น  แต่ด้วยความที่ดึกแล้วรวมไปถึงความกลัวสติยังไม่กลับมาเต็มที่  จึงไม่กล้าบอกอะไรกับยาย ค่อยๆเหลือบตาไปมองอีกทีผู้หญิงคนนั้นก็หายไปแล้ว  เช้าวันต่อมาน้องตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้ยายฟัง ยายจึงพูดว่า “เมื่อคืนนี้เป็นวันปล่อยผี”  เนื่องจากน้องยังเป็นเด็กและยังจิตอ่อนก็เลยสามารถสื่อสารกับวิญญาณต่างๆที่ถูกปล่อยออกมาได้ นั่นคือความเชื่อของคนในแถบนั้น วันปล่อยผีนั้นมีเอาไว้ทำอะไร น้องสาวของผมก็ไม่ แต่ว่าคนแถวนั้นมักจะมีการทำพิธีในวันแบบนี้ ทุกๆปีปีละ 1 ครั้ง…

ขอบคุณเรื่องเล่าจากเพจ Sho ck Time Story ล้อมวง เล่า เรื่อง ผี

“เมื่อไปนอนโรงแรมแล้วมีคนแซวว่า ถ้าเจออะไรมาเล่าให้ฟังด้วยนะ” โรงแรมผีที่เขมร

เรื่อง เสียงเรียกจากห้องน้ำ เจ้าของเรื่อง : คุณอ้อ ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

          เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นตัวก็ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เรื่องทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชา ในโรงแรมแห่งหนึ่งและต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว อ้อกับครอบครัวแล้วก็ญาติๆ ได้เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศกัมพูชา ไปกันทั้งหมด 10 กว่าคน และก็ได้ทำการเหมาทัวร์ไป พอไปถึงที่กัมพูชาทุกคนก็ได้ไปเที่ยวนครวัด นครธม รวมไปถึงสถานที่สำคัญต่างๆ และหลังจากเที่ยวเสร็จทุกคนก็ได้กลับไปพักกันที่โรงแรม ซึ่งโรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ชื่อของโรงแรมแห่งนี้เมื่อแปลเป็นภาษาไทยว่า “ เสือ ”  และทางคณะทัวร์ก็ได้เลือกห้องพักให้กับครอบครัวของอ้อที่ชั้น 2 มีแต่อ้อ กับน้องสาวชื่อเตย และน้องแจน ได้พักชั้นล่างสุดของโรงแรม เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดพอดี โรงแรมก็ค่อนข้างจะเต็มเกือบทุกห้อง และคณะของอ้อก็พักที่นี่เพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น

          ระหว่างที่รอรับกุญแจนั้น อ้อก็ได้แจ้งไปว่าอยากได้ห้องพัก ที่สามารถพักได้ 3 คน  ซึ่งก็มีตัวอ้อ   น้องเตย และน้องแจน พักร่วมกัน ทางโรงแรมก็เลยจัดห้องพักให้ห้องหนึ่ง  พอได้รับกุญแจไปแล้วเดินไปถึงหน้าห้อง ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คนเดินไปส่ง เพื่อนทุกคนในกลุ่มนั้นจะพอรู้เรื่องกันอยู่แล้วว่าน้องเตยสามารถสัมผัสกับสิ่งอะไรแปลกๆได้อยู่บ้าง รวมไปถึงตัวเองด้วยเพียงแต่รู้สึกได้น้อยกว่า พอทุกคนเดินไปถึงที่หน้าห้องพักนั้น อ้อกับเตยรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ รู้สึกแปลกๆก็ได้แต่หันมามองหน้ากันเอง ส่วนลูกพี่ลูกน้อง 2 คนที่เดินมาส่งนั้น ห้องพักอยู่ชั้น 2 พอเดินมาส่งถึงหน้าห้องแล้ว ก่อนแยกจากกัน ลูกพี่ลูกน้องก็ยังแอบหยอกอยู่ว่า “ พี่อ้อ..ถ้าเกิดพรุ่งนี้เจออะไรมาเล่าให้ฟังด้วยนะ”  พูดเสร็จก็รีบเดินกลับห้องตัวเองไป

          ที่หน้าห้องพักนั้นก็เหลือเพียงอ้อ แจนแล้วก็เตย ทุกคนก็ไขกุญแจเข้าห้องไป สิ่งแรกที่รู้สึกได้เลยก็คือ เป็นห้องที่มีกลิ่นเหม็นอับมากๆ คือวินาทีแรกที่เดินเข้าห้องไปนั้นได้แต่มองหน้ากับเตย บรรยากาศภายในห้องนั้นดูแล้วไม่ค่อยน่าจะพักสักเท่าไหร่  ลักษณะของห้องนั้นเป็นห้องที่จัดว่ากว้างเอามากๆ พรมเป็นสีแดงออกแดงเลือดหมูดูเก่าๆ  ภายในห้องนั้นเหมือนกับไม่เคยเปิดใช้งานมานานแล้ว พอเปิดประตูเข้ามาในห้อง  ห้องน้ำจะอยู่ทางขวามือ เดินตรงไปจะเห็นเตียง 3 เตียงวางอยู่ติดๆ กัน  ส่วนโทรทัศน์และโต๊ะเครื่องแป้งจะอยู่ทางปลายเตียง ตู้ไม้ใบใหญ่จะอยู่ทางด้านปลายเตียงซ้ายมือ พอเดินสำรวจตรงตู้เสื้อผ้า อ้อก็ได้เห็นว่ามีรอยเปื้อน เหมือนรอยน้ำแห้งๆ ตรงหน้าตู้เสื้อผ้า ตอนนั้นก็แอบคิดในใจเหมือนกันว่า หรือจะเป็นรอยเลือดแห้งๆ

          ตอนนั้น อ้อกับเตยมองหน้ากัน แล้วรู้สึกได้เหมือนกันว่า ทั้งคู่นั้นก็ไม่อยากจะนอนพักที่ห้องนี้เลย แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไรกัน เนื่องจากแจน  น้องที่มาด้วยกันนั้นเป็นคนค่อนข้างที่จะกลัวผีเอามากๆ ก็เลยยังไม่ได้คุยกัน หลังจากเข้าห้องเก็บของเรียบร้อย ทุกคนก็พากันออกมาเดินเที่ยวตลาดกลางคืน กลับเข้าถึงโรงแรมอีกครั้งหนึ่งก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว อ้อนั้นก็เลยขอเป็นคนแรกที่อาบน้ำก่อน พอตอนเข้าห้องน้ำก็พอจะรู้สึกได้ว่า เหมือนมีคนอยู่ในห้องน้ำด้วย ช่วงที่ระหว่างอาบน้ำก็รู้สึกว่าเหมือนมีคนมายืนประกบตัวอ้ออยู่ในอ่างอาบน้ำด้านหลัง ขนแขนมันจะลุกแทบตลอดเวลา ขนลุกตั้งแต่บริเวณหลังขึ้นสู่ท้ายทอย ขึ้นไปถึงหัวทั้งๆที่กำลังอาบน้ำอยู่ตัวเปียกๆ  ขนยังลุกตั้งชันได้เหมือนมีคนมายืนเป่าลมอยู่ที่ท้ายทอยตลอดเวลาที่อาบน้ำ จึงรีบอาบน้ำแล้วก็ออกจากห้องน้ำ

          คนต่อไปที่รอคิวเข้าอยู่ก็คือเตย แต่พออ้อออกมายังไม่ทันได้พูดอะไรกับเตย เตยนั้นก็ชิงพูดก่อนว่า “ วันนี้ขอไม่อาบน้ำ” อ้อก็สงสัยในใจว่า เตยอาจจะเห็นอะไรหรือไม่ อย่างไร แจนที่ไม่รู้เรื่องอะไรก็เดินเข้าไปอาบน้ำต่อ ในระหว่างที่น้องแจนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำนั้น อ้อก็ยังไม่ได้ถามอะไรกับเตย เนื่องจากเตยนั้นนอนนิ่งอยู่บนเตียง และก็อ่านหนังสือแบบไม่มองอะไรเลย นอกจากหนังสือเท่านั้น จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกดังออกมาจากในห้องน้ำ ตอนนั้นอ้อก็ร้องตอบกลับไปว่า “มีอะไรแจน ว่าไง” ซึ่งก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา อีกพักเดียวเท่านั้นก็มีเสียงร้องตะโกนออกมาจากในห้องน้ำอีก อ้อนั้นก็คิดว่าแจนน่าจะตะโกน ถามอะไรสักอย่าง ซึ่งจะบอกว่าเสียงพูดที่ตะโกนออกมาจากในห้องน้ำนั้น อ้อกับเตยฟังไม่รู้เรื่องว่าพูดอะไร จับคำศัพท์ไม่ได้ ฟังก็ไม่ออกเหมือนกับไม่ได้พูดภาษาไทยด้วยซ้ำ อ้อก็เลยขานรับกลับไป แต่ทุกอย่างก็เงียบ

          จนเวลาผ่านไปแป๊บเดียวเสียงตะโกนรอบที่ 3 ก็มาจนได้ มีเสียงตะโกนออกมาจากห้องน้ำอีกครั้งหนึ่ง อ้อเลยตัดสินใจตอบกลับ “แจน แจน เรียกพี่หรือเปล่า” ซึ่งน้องแจนก็เปิดประตูห้องน้ำโผล่หน้ามาถามพอดีว่า “พี่อ้อเรียกแจนทำไมคะ”  อ้อจึงถามแจนกลับไปว่า “แล้วเราตะโกนอะไรออกมาจากในห้องน้ำล่ะ”  ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ แจนอาบน้ำอย่างเดียวไม่ได้เรียกใครทั้งสิ้น แค่นั้นอ้อกับเตยก็รู้แล้วว่าเจอกับอะไร แต่ก็ยังไม่กระโตกกระตากเพราะกลัวว่าน้องแจนจะกลัวมากขึ้น เลยบอกไปว่า “ไม่มีอะไร สงสัยที่หูฝาด”

          ตอนนั้นเอง เตยก็ได้ยื่นเศษกระดาษเล็กๆส่งมาให้ ทั้งๆที่เตยนั้น ก็กำลังเอามือ ถือหนังสือการ์ตูนบังหน้าตัวเองเอาไว้ตลอดเวลา  ต้องบอกอีกอย่างหนึ่งว่าเตียงที่เตยนอนอยู่นั้น อยู่เยื้องๆกับตู้เสื้อผ้าพอดี ซึ่งเตยได้เขียนข้อความลงบนเศษกระดาษแผ่นเล็กๆลงมาให้อ้อว่า “พี่อ้อ  อย่าไปตอบเขาอีกนะ เขายืนเรียกเราจากหน้าห้องน้ำนานแล้ว ตื่นเช้าแล้วค่อยเล่าให้ฟังว่าเจออะไร”  พออ้ออ่านข้อความในกระดาษจบก็ทำเป็นนิ่งเฉย จนแจนนั้นออกจากห้องน้ำเตรียมตัวนอน แล้วทั้งสามคนก็ตกลงกันว่าจะไม่ปิดไฟนอน และขอเปิดโทรทัศน์ทิ้งเอาไว้ด้วย  แล้วทั้งสามคนก็เลื่อนเตียงมาติดกัน นอนตัวติดกัน  ซึ่งตลอดทั้งคืนนั้น อ้อกับเตยแทบจะไม่ได้นอนกันเลย เนื่องจากเตยนั้นไม่ยอมเอาหนังสือออกจากหน้า

          เป็นห่วงน้องก็ห่วง รู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา สักพักหนึ่งก็เผลอหลับไป ตื่นอีกครั้งก็ตอนที่  เตยสะกิด แล้วก็พูดว่า “พี่อ้อตื่นได้แล้ว” หลังจากตื่นพวกเราก็รีบเก็บของเตรียมตัวรอ Check Out ออกจากโรงแรม อ้อกับพวกญาติๆ ก็เลยมารวมตัวกันที่ล็อบบี้ แล้วลูกพี่ลูกน้องก็ถามว่า “ได้เจออะไรกันไหม เมื่อคืน”  เตยได้ยินแบบนั้นก็พูดเบาๆว่า “ เดี๋ยวออกจากโรงแรมก่อนจะเล่าให้ฟัง”

          พอทุกคนออกจากโรงแรมแล้ว ตอนอยู่ในรถ เตยก็มาเล่าความจริงทั้งหมดว่า ตั้งแต่ตอนที่มีเสียงเรียกจากในห้องน้ำ เตยก็แอบชำเลืองมอง เห็นเป็นผู้หญิงผมหยิก หยักศกยาวประบ่าหน้ากลมโต ผิวคล้ำ ใส่ผ้าถุง แต่ว่าเตยมองไม่เห็นว่าสีอะไร เนื่องจากข้างล่างนั้นดูเลือนๆ แต่เสื้อที่ผู้หญิงคนนั้นใสนั้นเป็นสีส้มอิฐ ยืนมองไปที่ทุกคน แต่เราว่า พอพี่อ้อทักไปรอบแรกนั้น ผีผู้หญิงคนนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้ พอทักครั้งที่ 2 ก็ขยับเข้ามาถึงตรงกลางห้อง พอครั้งที่ 3 เตยเห็น ผู้หญิงคนนั้นกำลังยื่นหน้ามาอยู่ตรงปลายเท้าของอ้อกับเตยแล้ว ซึ่งตอนนั้นเตยกลัวมากๆ ก็เลยหนังสือขึ้นมาบังหน้าเอาไว้ ทำเป็นว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่ แล้วเตยก็ยังบอกอีกว่า ผู้หญิงคนนั้นเขากำลังพยายามเหมือนจะพูดอะไร และก็มองไปที่เตย เพิ่งเตยกลัวก็เลยทำเป็นมองไม่เห็น และก็ทำเป็นอ่านหนังสือจนไปถึงเช้า ซึ่งเตยก็บอกว่าผู้หญิงคนนั้นก็ยืนมองทุกคนจนถึงรุ่งเช้าแล้วก็ค่อยๆหายไป อ้อและทุกคนได้ยินแบบนั้นก็พากันขนลุก อ้อยังโชคดีกว่าเตยที่รับรู้ได้แต่เพียงความรู้สึกเท่านั้น เช่นมีคนจ้องมองหรือมีคนเป่าลมที่หูข้างหลัง 

          แล้วเตยก็มาสรุปขมวดปมให้ทุกคนได้ฟังว่า ตอนที่ลูกพี่ลูกน้องถามตรงล็อบบี้ว่าเมื่อคืนเจออะไรไหม ทำไมเตยถึงไม่ตอบ เตยก็บอกว่า ยังเห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ตรงบริเวณล็อบบี้ด้วย เขาเดินตามออกมาจากห้อง เหมือนอยากจะบอกอะไรสักอย่าง ซึ่งเตยบอกว่าขนาดตอนเช้ายังเห็นมายืนรวมกลุ่มอยู่บริเวณล็อบบี้ด้วยและกลัวว่าเขาจะตามออกมาจากโรงแรมและขึ้นรถมาด้วย แต่ว่าสายตาของผู้หญิงคนนั้นก็ดูเศร้าๆ เหมือนอยากจะสื่ออะไรบางอย่าง…..

ขอบคุณเรื่องเล่าจากเพจ Sho ck Time Story ล้อมวง เล่า เรื่อง ผี

“เมื่อเราต้องเจอกับผีที่ตามเอ าชีวิตคนที่เขาหมายปองไปเรื่อยๆ” ผีของคนเล่นของ

เรื่องยูนิตที่8 ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเพื่อนผมนะครับ มันมาเล่าให้ฟังอีกที เพื่อนผมให้สมมติว่าชื่อบอลแล้วกันครับ บอลมีพี่ชายให้สมมติว่าชื่อพี่บอยนะครับ เรื่องนี้เกิดตอนที่บอลอายุราวๆ 8 ขวบ ส่วนพี่บอยจะอายุห่างจากบอล 15 ปีครับ เพราะแม่มันท้องมันตอนมีอายุมากแล้ว ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ครอบครัวของมันต้องย้ายไปอยู่อำเภอหนึ่งทางภาคอีสาน (ไม่ใช่อำเภอเมืองนะครับ) เพราะเรื่องงานของพ่อที่ต้องย้ายไป ซึ่งที่ทำงานของพ่อบอลก็ได้จัดหาที่อยู่ให้กับครอบครัวของมัน ทีแรกย้ายกันมาแค่ 3 คน พ่อแม่ บอล แต่พี่บอยที่เรียนจบแล้วและยังไม่มีงานทำก็ได้ย้ายมาด้วยระหว่างรองานครับ

ลักษณะของบ้านจะเป็นทาวน์โฮม 2 ชั้น ชั้นบนมี 2 ห้องนอน ชั้นล่างโล่ง มีทั้งหมด 8 ยูนิต ของครอบครัวบอลจะอยู่ยูนิตที่ 7 เกือบท้ายสุดครับ แต่ติดกับครอบครัวบอลนั้นไม่มีคนอยู่เลย นั่นแปลว่ายูนิตที่ 1-5 มีคนอยู่หมดครับ แต่ละหลังก็จะมีลานด้านหน้าไว้เป็นที่จอดรถและมีรั้วแบ่งแต่ละยูนิต มีประตูรั้วปิดหน้าบ้านอีกที (คนอื่นน่าจะนึกออกนะครับ เป็นบ้านทาวน์โฮมปกติแบบที่เห็นได้ทั่วไปน่ะครับ) ตรงข้ามทาวน์โฮมทั้งหมดจะเป็นที่ดินว่างเปล่า มีกำแพงคอนกรีตที่เจ้าของที่ดินสร้างล้อมไว้แต่ไม่ได้ล้อมหมด ขาดการดูแลพอสมควรเลยมีหญ้าขึ้นรกจนเกือบจะเป็นป่า และซอยที่เข้าไปก็ค่อนข้างเปลี่ยวแต่ไม่ไกลจากปากซอยนะครับ แค่ประมาณ 200-300 เมตรจากปากซอยเท่านั้น เพียงแต่กลางคืนจะมืดมาก มันบอกแต่ถ้ากลั้นใจวิ่งไม่ถึง 2 นาทีก็ถึงตัวทาวน์โฮมครับ ในซอยถ้าไม่รวมทาวน์โฮมคือมีบ้านอยู่อีกไม่เกิน 10 หลังเท่านั้นครับ ครอบครัวของบอลย้ายมาอยู่เกือบเดือนไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ จนวันนึงก็มีคนย้ายเข้ามาอยู่ยูนิตที่ 8 ติดกับครอบครัวบอลครับ เป็นผู้หญิงวัยกลางคน รูปร่างผอมเพรียว ผิวขาวซีด ผมดกดำ แต่ทาปากแดงแจ๊ด ย้ายมาอยู่คนเดียว บอลบอกว่าตอนนั้นผู้หญิงคนนั้นดูน่ากลัวพิลึก เพราะเป็นผู้หญิงที่แปลก แม่บอลถามก็ไม่พูด ยิ้มให้ก็ไม่ยิ้มตอบ ไม่สบตา หลังจากขนของเข้าไปอยู่แล้วก็ไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนี้อีกเลยครับ ได้ยินแต่เสียงเหมือนคนอยู่ในบ้านปกติ แต่ที่ได้ยินบ่อยสุดจะเป็นเสียงไอ เสียงผู้หญิงคนนี้ไอจะแปลกมาก ไอแห้งๆแล้วเหมือนมีเสียงกรี๊ดแหลมๆหลุดมาด้วยตอนท้ายๆ คล้ายเสียงหมาเวลามันไอ แต่พ่อก็บอกว่ามีครั้งนึงที่พ่อกลับดึกเคยเห็นแกออกมายืนมองพ่อที่หน้าบ้าน จ้องเขม็งแต่ไม่พูดอะไร พ่อยิ้มให้ก็ไม่ยิ้มตอบ

จริงๆเหตุการณ์แปลกๆเริ่มขึ้นครั้งแรกคือประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผู้หญิงคนนั้นย้ายเข้ามาอยู่ครับ จู่ๆเพื่อนบ้านหลังที่ 2 ที่เป็นคุณยายอายุราวๆไม่เกิน 70 ปี ก็ออกมายืนด่าผู้หญิงคนนั้นที่หน้าบ้าน ด่ากราดแบบโมโหมาก ซึ่งตอนนั้นมีแม่ บอล และพี่บอยอยู่บ้านครับ (ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอม บอลไม่ต้องไปโรงเรียน) ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างเพราะเป็นภาษอีสาน บอลเล่าให้ฟังว่าเท่าที่ฟังออกก็ประมาณว่า ไล่ให้ไปให้พ้น อย่าให้กูเห็นอีก อย่ามายุ่งวุ่นวายกับหลานกูนะ อะไรประมาณนี้ ซึ่งตอนนั้นทุกคนงงกันมากว่าเกิดอะไรขึ้น กลางวันก็แทบไม่เห็นผู้หญิงคนนี้เลยแล้วแกไปทำอะไรใครเมื่อไหร่ หรือจะเป็นตอนกลางคืน ทะเลาะกันหรือเปล่า แต่ครอบครัวบอลก็ไม่ได้ออกไปช่วยหรือห้ามอะไร ไม่นานคนที่บ้านยายก็มาช่วยห้ามปรามเอาไว้แล้วพาคุณยายกลับบ้าน

แล้วในคืนนั้นเองประมาณตีหนึ่ง บอลตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงผู้หญิงคนนี้ไออยู่ข้างนอกบ้าน บอลนอนกับพี่บอย และห้องของมันจะอยู่ฝั่งหน้าบ้าน และเปิดหน้าต่างไว้เพราะอากาศร้อนแต่ปิดมุ้งลวดเพราะกลัวยุง เลยได้ยินเสียงชัดเจน มันปลุกพี่บอยแต่พี่มันก็ไม่ตื่น บอลมันอยากรู้อยากเห็นก็เลยแอบมองผ่านมุ้งลวดออกไปเจอเป็นเงาของผู้หญิงคนนั้นตะคุ่มเดินเลยหน้าบ้านมันไปตรงกำแพงอีกฝั่งของถนน แล้วหายไปในความมืด ถึงไม่ชัดมากเพราะมันมืดแต่บอลก็คิดว่าเป็นผู้หญิงคนนั้นแน่เพราะเสียงไอแปลกๆนั้น แต่ที่พีคคือพริบตาเดียวมันก็เห็นผู้หญิงคนนั้นนั่งยองๆอยู่บนกำแพงคอนกรีตแล้วผงกหัวและโยกตัวหน้าหลังไปมาช้าๆ และมีเสียงแหลมๆเล็กๆในลำคอ เสียงมันเหมือนเสียงนกกำลังร้อง “อ้อเอ้ยยย” ยานๆ เยือกเย็นเป็นระยะๆ บอลกลัวมาก ธรรมดามันก็กลัวผีอยู่แล้วเห็นแบบนั้นมันเลยรีบคลุมโปงนอนเบียดพี่บอยจนถึงเช้า

พอเช้ามาบ้านยูนิตที่ 2 ก็มีคนเสีย และคนนั้นก็คือหลานชายของคุณยายคนนั้นนั่นเองครับ ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจในเช้าวันนั้น คุณยายก็ได้เดินมาสาปแช่งปาข้าวของใส่ยูนิตที่ 8 เป็นระยะๆด้วยความโกรธแค้น และทุกคนในบ้านก็ยังคงไม่เก็ทว่าอะไรเป็นอะไร (แน่นอนว่าเราคนอ่านคงเก็ทกันแล้วล่ะฮะว่ายายผู้หญิงยูนิต 8 คงมาเอาชีวิตหลานคุณยายยูนิต 2 ไปอะไรเทือกนี้) ช่วงบ่ายแม่ของบอลก็ได้ไปช่วยงานที่ยูนิต 2 ทิ้งให้บอลและพี่บอยเฝ้าบ้านกันอยู่ 2 คน เรื่องมันยังระทึกไม่พอครับ ขณะที่อยู่กัน 2 พี่น้องเวลาตอนนั้นประมาณสี่โมงเย็นแล้ว บอลเดินออกมาเห็นผู้หญิงคนนั้นกำลังปีนข้ามรั้วมาที่บ้านของบอล จังหวะจ้องหน้ากันยายป้าคนนั้นตาเหลือกโพลงทำท่าตกใจแต่ไม่ได้เกรงกลัวบอลเลย ยังพยายามปีนข้ามมาให้ได้อย่างทุลักทุเล บอลเห็นแล้วกรี๊ดร้องดังมากจนพี่บอยออกมาเจอ พี่บอยตะโกนถาม “ทำอะไรเนี่ยป้า ปีนรั้วบ้านผมทำไม” แต่ป้าก็ยังปีนต่อ บอลรีบมาหลบหลังพี่บอย พี่บอยคว้าไม่กวาดทางมะพร้าวพร้อมหวด “ถ้าป้าปีนมาผมฟาดไม่เลี้ยงแน่!” ป้าทำท่าหยุดแล้วจ้องตาพี่บอยอยู่ครู่หนึ่งแล้วเลิกปื น กลับเข้าบ้านตัวเอง บอลตกใจมากไม่เคยเจออะไรแบบนี้ 2 พี่น้องรีบวิ่งไปหาแม่ที่บ้านงานยูนิต 2 ทันที

2 พี่น้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อกับแม่ฟัง บอลก็เสริมเรื่องเมื่อคืนที่เจอให้ทุกคนฟังด้วย แต่จะด้วยความไม่เชื่อหรือแค่ไม่อยากให้ลูกกลัวพ่อกับแม่ก็ได้แต่บอกว่าอาจจะฝันไป หรือตาฝาดเห็นนกเป็นป้ายูนิต 8 หรือเปล่า แต่เย็นวันนั้นหลังจากฟังลูกๆเล่าพ่อก็ไม่รอช้า ไปยืนเรียกป้ายูนิต 8 ที่หน้าบ้านแก ให้ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง จู่ๆมาปีนบ้านคนอื่นทำไม แต่ก็ไร้วี่แววใดๆของป้าทิพย์ ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆแม้แต่เสียงไอแปลกๆของแกก็เงียบ

ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ทุกอย่างกลับมาปกติ แต่ได้แค่ 2 สัปดาห์เท่านั้นก็เกิดเรื่องขึ้นอีก คืนนั้นบอลนอนกับพี่บอยตามปกติ ราวๆเที่ยงคืนกว่าก็ได้ยินเสียงไอจากป้ายูนิต 8 ไอแปลกๆเหมือนเคยแต่มันดังขึ้นเรื่อยๆ ดังเป็นช่วงๆสลับกับเบา บอลพยายามปลุกพี่บอยแล้ว แต่เขย่าตัวยังไงก็ไม่ตื่น เสียงไอค่อยๆดังขึ้นๆ ดังขึ้นๆ.. จนในที่สุดมันมาดังอยู่ในห้อง!!! มันดังในห้องจนเสียงกังวานครั้งนั้นครั้งเดียว บอลกรี๊ดเสียงหลงลั่นบ้านจนพ่อกับแม่วิ่งเข้ามาเปิดไฟ แต่ภาพที่เห็นคือ

พี่บอยนอนหงายหน้าตาเหลือกเบิกโพลงค้าง อ้าปากค้าง แม่กับพ่อรีบมาเขย่าตัว ปลุกพี่บอยยังไงก็ไม่ตื่น ทุกคนจึงพาพี่บอยไปโรงพยาบาลทันทีในคืนนั้น หมอบอกว่าเป็นอาการช็อค และให้นอนดูอาการจนเช้าก็กลับบ้านได้ พอกลับมาบ้านพี่บอยก็ดูซึมๆไม่สบายทั้งวัน เอาแต่นอนอยู่ในห้อง วันนั้นทั้งวันพี่บอยไม่ยอมออกจากห้องจนแม่ต้องเอาข้าวเอาน้ำมาให้ถึงที่ห้อง พอตกกลางคืนบอลก็ไม่กล้านอนกับพี่บอยเพราะมันกลัว แต่แม่ก็บังคับให้นอนเฝ้าพี่เผื่อเป็นอะไรขึ้นมา พี่ตัวเองจะกลัวอะไรไร้สาระ มันเลยต้องจำใจนอนกับพี่บอยไปตามปกติ แต่แน่นอนละมันไม่ปกติแน่ คืนนั้นมันได้ยินเสียงไออีก บอลตั้งท่าจะวิ่งไปห้องพ่อกับแม่แล้วแต่มันเห็นพี่บอยลุกขึ้นนั่งยองๆ เลยถามพี่บอยเป็นอะไรจะเอาอะไร พี่บอยไม่ตอบ เสียงไอแห้งๆของป้ายูนิต 8 ก็เริ่มออกมาตรงหน้าบ้านแล้ว บอลเผลอเหลือบออกไปมองเห็นแกนั่งอยู่ที่เดิม กำแพงฝั่งตรงข้ามถนน ผงกหัวโยกตัวเหมือนเดิมเสียงแหลมเล็กในลำคอ “อ้อเอ้ยยยยย.. อ้อเอ้ยยยยย.. “ ยานๆ ยะเยือกเช่นเดิม บอลอยู่ไม่ไหววิ่งไปเคาะห้องพ่อกับแม่ให้มาดูพี่บอย พร้อมกับบอกพ่อกับแม่ให้ดูป้าคนนั้นที่นั่งอยู่บนกำแพงฝั่งตรงข้ามบ้าน

แต่พอทุกคนมองออกไปนอกหน้าต่าง กลับเห็นเป็นนกเค้าแมวตัวใหญ่ เบิกตาโพลง ส่งเสียง “อ้อเอ้ยยยย.. อ้อเอ้ยยย.. “ ช้าๆสลับกับโยกตัวไปมาช้าๆ พ่อใช้ไฟฉายส่องไปที่มัน มันกลับอ้าปากกว้างจ้องเขม็งมาทางนี้ตาไม่กระพริบ แล้วเปล่งเสียง “อ้ออออ.. “ ดังกังวาน พ่อเหมือนรู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จึงตะโกนไล่มัน “ไปซะ ถ้าไม่ไปกูจะยิ งเดี๋ยวนี้” (พ่อบอลมีปื นนะครับแต่อยู่ที่ห้องนอน) ฝั่งแม่ก็พยายามปลุกพี่บอยให้ตื่นจนสุดท้ายพี่บอยก็ยอมนอนลงไปได้ซักพัก ในขณะที่ตาก็ยังหลับแต่พี่บอยกลับเปล่งเสียงแหบๆแห้งๆออกมาว่า “จ๋าาา.. “ พร้อมกับยิ้มแล้วหัวเราะในลำคอทั้งที่ตาก็ยังหลับอยู่อย่างนั้น บอลขนลุกไปทั้งตัวและก็รู้สึกได้ว่าพ่อกับแม่ก็เช่นกัน พ่อไม่รอช้ารีบเดินไปหยิบพระในห้องมาคล้องคอพี่บอยพร้อมกับปื นออกมาด้วย ทุกอย่างจึงดูสงบลง

ทุกคนตัดสินใจนอนด้วยกันกับพี่บอยทั้งพ่อ แม่ และบอล เพราะไอ้บอลไม่มีทางนอนกันลำพัง 2 คนพี่น้องแล้วแน่ๆ พอถึงตอนเช้าแม่ตื่นแต่เช้าประมาณตีห้าครึ่ง ก็ลงมาเตรียมทำอาหารเช้าข้างล่าง ขณะจะเอาขยะออกไปทิ้งหน้าบ้านแม่เห็นคุณยายยูนิต 2 มายืนอยู่หน้าบ้านป้ายูนิต 8 โดยคุณยายยืนข้างนอกมีรั้วกั้นไว้ พอเห็นแม่ของบอลก็หันขวับมาจ้องแม่บอลแต่ไม่พูดอะไรเลย แม่บอกว่ายิ้มให้ยายยายก็ไม่ยิ้มกลับ ถามว่าคุณยายมาทำอะไรตรงนี้แต่เช้าก็ไม่ยอมตอบ แต่สิ่งที่ทำให้แม่ขนลุกคือสายตาของคุณยายที่จ้องเขม็งมาที่แม่อย่างไม่ยอมละสายตาจนแม่เอาขยะไปทิ้งและจนแม่เดินเข้าบ้านไปแบบงงๆ

พอตอนสายๆคุณยายยูนิต 2 ก็เดินมาเรียกให้แม่ออกไปคุย บอลเห็นแม่ยืนคุยอยู่กับคุณยายครู่หนึ่งก็กลับเข้ามาในบ้าน ชวนบอลเดินขึ้นไปดูพี่บอยบนห้องนอน แม่จุดธูป 1 ดอกพร้อมพนมมือสวดอะไรไม่ทราบทำปากขมุบขมิบในลำคออยู่ไม่กี่คำ แล้วปักธูปโดยเอาด้านติดไฟปักลงดินที่หน้าบ้าน แม่มาเล่าให้พ่อฟังทีหลังว่าคุณยายยูนิต 2 เดินมาบอกว่าป้ายูนิต 8 จะมาเอาชีวิตพี่บอยพร้อมกับให้วิธีป้องกันมา หลังจากเหตุการณ์แปลกๆต่างๆด้วยความสับสนและความกลัวแม่จึงยอมทำตามก็คิดว่าไม่เสียหาย (โดยคาถานั่นแม่ไม่ยอมปริปากอีกเลยจนถึงวันนี้) พ่อได้ยินเลยรีบวิ่งขึ้นไปดูพี่บอย ภาพที่เห็นคือ พี่บอยกำลังชักเกร็งตาค้างเบิกโพลง ปากอ้าค้าง แต่คราวนี้ตัวพี่บอยกระตุกไปมา บอลบอกทั้งสงสารทั้งน่ากลัวไปหมด ทุกคนจึงรีบพาพี่บอยไปโรงพยาบาลอีกครั้ง

แต่ก่อนออกจากบ้าน ฝั่งยูนิต 8 เห็นป้าออกมาเกาะขอบรั้วมองมาที่บ้านบอย พร้อมเปล่งเสียงเหมือนนกเค้าแมวตัวนั้น. “อ้อออเอ้ยยยยย.. อ้ออออเอ้ยยยย.. “ ช้าๆ แต่ดังกังวานชัดเจนว่าออกจากปากยายป้าคนนี้อย่างแน่นอน ระหว่างทางแม่ก็ถามพ่อว่าเกิดอะไรขึ้น พ่อบอกก็วิธีปักธูปกลับหัวมันเอาไว้สาปแช่งหรือบูชาผีน่ะสิ ได้ยินแบบนั้นบอลกับแม่ก็ขนลุก ระหว่างทางไปโรงพยาบาลยังเห็นนกเค้าแมวบินตัดหน้ารถ และบางทียังได้ยินเสียง “อ้อออเอ้ยยยย.. “ ดังช้าๆ ยะเยือกก้องกังวานมาแต่ไกลอีกด้วย ทุกคนนั่งนิ่งแทบไม่พูดอะไรกัน ท่ามกลางความเงียบ พี่บอลก็เปล่งเสียงขึ้นว่า.. “จ๋าาา.. “ เท่านั้นแหละ แม่ถึงกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย แม่ร้องไห้จนถึงโรงพยาบาลเพราะกลัวว่าพี่บอยจะเป็นอะไร พอถึงโรงพยาบาลก็ค่อยเบาใจไปหน่อย แต่โชคไม่ได้เข้าข้างครอบครัวของบอลนัก เพราะพี่บอยพี่ชายของมันเสียในคืนนั้นที่โรงพยาบาล แม่ร้องไห้จนจะขาดใจ ทั้งสบถคำหยาบด่าทอผีสางออกมาอย่างไม่เคยมาก่อน

ครอบครัวของบอลที่เหลืออยู่หอบหิ้วกันกลับมาที่บ้านอย่างทุลักทุเลด้วยยังตกใจและงุนงงต่อเรื่องที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วพอๆกับที่แม่ออกไปยืนตะโกนด่าทอสาปแช่งป้ายูนิต 8 ตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครทราบ พอตั้งสติได้พ่อก็รีบไปเอาตัวแม่เข้ามาบ้าน งานผ่านไปท่ามกลางความงงของทุกคนในบ้าน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อยู่ดีๆทำไมถึงต้องมาเสียลูก เสียพี่ชายไป โดยสาเหตุมาจากแค่ช็อคจนหัวใจล้มเหลวจากปากแพทย์แค่นี้หรือ?

ครอบครัวของบอลต้องมาจัดงานของพี่บอยที่กรุงเทพฯ และได้ย้ายออกจากบ้านหลังนั้นทันทีหลังงานเสร็จสิ้น พ่อของบอลลาบวช 3 เดือน และหลังจากนั้นนานหลายปีมากพ่อจึงยอมเปิดปากกับทุกคนว่า ขณะที่ไปบวชได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้พระอาวุโสที่เป็นพระอาจารย์ให้ท่านฟัง ท่านจึงบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นผีที่มีคนมีอาคมแก่กล้าเลี้ยงเอาไว้ แต่เจ้าของมันคงทำผิดศีลจึงทำให้นางผีตนนี้กินเจ้าของจนเสียไปแล้วออกมาอาละวาด โดยมันจะเรียกเจ้าของว่าพ่อ มันคงแปลงเป็นนกแล้วเรียกหาพ่อของมัน ตามที่ได้ยินว่า “อ้ออเอ้ยยย.. อ้ออเอ้ยยย.. (พ่อเอ้ยยย.. พ่อเอ้ยยย.. )” (ผมเสริมให้ ในภาษาอีสานจะเรียกกันแบบนี้ “พ่อเอ้ย” “แม่เอ้ย” “หล่าเอ้ย” แปลว่า “พ่อจ๋า” “แม่จ๋า” “ลูกจ๋า” อะไรประมาณนี้ครับ) แล้วตามเอาชีวิตคนที่มันต้องการไปเรื่อยๆ ส่วนยายยูนิต 2 ที่มาหลอกแม่ พ่อบอกคงจะเป็นเพราะนางผียูนิต 8 เข้าสิงหรือใช้อำนาจบังคับ หรือแปลงกายมาหลอกใช้แม่นั่นเอง และจนถึงตอนนี้ครอบครัวของบอลก็ไม่เคยย่างกรายกลับไปที่นั่นอีกเลย

ตอนที่ผมพิมพ์อยู่นี้ก็ตีหนึ่งครึ่งแล้วครับ ผมจะนอนหลับไหม ขอบพระคุณที่สละเวลาอ่านจนจบนะครับ ขอให้มีความหลอนมากๆนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ

ขอบคุณเรื่องเล่าจากทู้ ยูนิตที่ 8

“เรื่องเกิดเมื่อสั่งของออนไลน์ แล้วมีผีมาบีบเป๊าะแป๊ะที่ใช้ห่อของในกล่องเล่น”

เรื่องผีเป๊าะแป๊ะ ปลใภาพประกอบอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

ชื่อเรื่องอาจจะฟังดูตลกนิดขออภัยนะครับ ไอ้เป๊าะแป๊ะที่ผมว่านี้ก็คือถุงพลาสติกที่มีตุ่มลมที่เอาไว้ห่อของกันกระแทกอ่ะครับ เรียกอะไรไม่รู้แต่ผมเรียกเป๊าะแป๊ะ เข้าเรื่องครับ เรื่องมีอยู่ว่าผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพหลังจากเรียนจบได้สองสามปีครับ ก็เช่าหอพักอยู่คนเดียวซึ่งหอใหม่นี้เพิ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่กี่เดือนครับ ผมเป็นคนชอบซื้อของออนไลน์เพราะสะดวกดีครับ (ซื้อเยอะมากจนป้าดูแลหอบ่น 555) ของที่ส่งมาก็จะมาทั้งรูปแบบซอง แบบกล่อง ซึ่งแบบกล่องนี่แหละครับที่มักจะมีเจ้าเป๊าะแป๊ะอยู่

แล้ววันเกิดเรื่องก็มาถึง เย็นวันนั้นหลังเลิกงานผมก็ได้รับกล่องพัสดุจากการซื้อของออนไลน์ปกติครับ แน่นอนว่ามีเจ้าเป๊าะแป๊ะติดมาในกล่องด้วย ปกติผมจะมีนิสัยเสียคือชอบบีบเล่นจนหมด (มันสนุกมากๆครับ) แต่เย็นวันนั้นผมเพลียมากหลังจากเปิดกล่องเช็คสินค้า อาบน้ำก็นอนหลับไป ตื่นมาอีกทีไม่รู้ว่ากี่ทุ่ม ตื่นเพราะเสียงอะไรรู้ไหมครับ “เป๊าะ.. แป๊ะ.. … เป๊าะ..  ..  …  …แป๊ะ.. ..เป๊าะแป๊ะ..  เป๊าะ.. แป๊ะ.. เป๊าะ   .. . …แป๊ะ.. ..เป๊าะแป๊ะ….”

เสียงบีบเจ้าเป๊าะแป๊ะครับ ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองนอนทับรึเปล่า หรือหูแว่ว แต่ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้นอนทับแน่นอน(ถ้านอนทับเสียงมันจะไม่ก้องทั่วห้องแบบนี้) และผมไม่ได้โดนผีอำใดๆทั้งสิ้นตอนนั้น สติยังดี เงี่ยหูฟังชัดๆมันต้องมีคนบีบแน่นอน 100% ครับ แล้วเสียงบีบนั้นมันก็ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา จนมาใกล้ๆหูผมแล้วถี่ขึ้น เหมือนคนช่วยกันบีบเล่นอ่ะครับ “เป๊าะ แป๊ะ เป๊าะแป๊ะ.. เป๊าะเป๊าะแป๊ะ เป๊าะ.. แป๊ะเป๊าะ แป๊ะ เป๊าะ แป๊ะ…” ดังกระหน่ำมาก ผมขนลุกไปทั้งตัว ในห้องมืดสนิทมีผมอยู่คนเดียวแน่นอน แทบไม่มีเพื่อนคนไหนเคยมานอนห้องของผมเลยครับ (มีแต่เพื่อนที่มาจากต่างจังหวัดเคยมานอนด้วยสองสามครั้ง)

ตอนนั้นผมคิดว่ายังไงก็ต้องมีคนบีบหรือทำอะไรซักอย่างกับเจ้าถุงเป๊าะแป๊ะกันกระแทกแน่ๆ ผมตัดสินร้อง “เฮ้ยยย” แบบเสียงหลงและดังมาก แล้วตามด้วย “เชี่ยไรวะ! “ เหมือนอารมณ์โกรธที่ใครที่ไหนไม่รู้มาทำอะไรแบบนี้ในห้องของผม ต่อให้ตอนนั้นมันจะเป็นอะไรก็ตาม ผมโกรธและต้องการให้อะไรก็ไม่รู้ที่ว่าตกใจกลัวผมบ้าง แต่ไม่เลยครับ ท่ามกลางความมืดเสียงนั้นยังกระหน่ำ “เป๊าะแป๊ะๆๆๆๆ” อยู่เหมือนเดิม จนผมหยิบมือถือมาส่องหาสวิตช์ไฟ พอเปิดไฟ เท่านั้นละครับ เสียงหายเงียบไปจนหมด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมตัวสั่นไปหมด ไม่รู้ว่าอะไร ผีหรือคนหรืออะไรกันแน่ เริ่มตั้งสติได้ก็ค้นหาที่มาของเสียง เชื่อไหมครับ ถุงเป๊าะแป๊ะโดนบีบไปเกือบหมด ย้อนกลับไปอ่านตอนแรกะครับ ผมเข้านอนโดยที่ไม่ได้บีบเล่นเลยแม้แต่ตุ่มเดียว แล้วทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ล่ะ คืนนั้นผมนอนไม่หลับเลยครับ ดูนาฬิกาตอนนั้นตีสองเลยเปิดไฟสว่างไว้ทั้งคืน นี่ถ้าไฟมาดับนี่ผมร้องไห้จริงๆนะ ผมอยู่อย่างนั้นจนเช้าไปทำงานด้วยสภาพอดนอน หลังจากคืนนั้นผ่านไปคืนสองคืนต่อมาผอาจจะมีระแวงบ้าง แต่พอทุกอย่างผ่านไปด้วยดีไม่มีอะไรผมก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ แน่นอนว่าผมเก็บเจ้าเป๊าะแป๊ะไปทิ้งหมดตั้งแต่เช้าของคืนนั้นเลยครับ ไม่เอาแล้ว แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้นครับ ไม่ถึงอาทิตย์หลังจากคืนเป๊าะแป๊ะนั่น ผมก็เจอเหตุการณ์ประหลาดอีกครับ

คืนนั้นผมหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาเพราะเสียงๆนึงที่ข้างหูครับ “อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม” เป็นเสียงทุ้มๆของผู้ชายตะเบ็งในลำคอ เหมือนพูดไม่ได้แล้วตะเบ็งเสียงให้ดังที่สุดอ่ะครับ ดังยาวชั่วลมหายใจออกครั้งนึงก็หยุดแล้วดังอีก “อืออออออออออออออออออออออออออออออออออออ” ผมนอนขดตัวพยายามตั้งสติ ว่าฝันหรือว่าจริง หรือหูแว่ว แต่เสียงนั้นยังคงดังอยู่เรื่อยๆ สั้นบ้าง ยาวบ้าง ดังบ้าง แผ่วบ้าง สลับกัน  “ฮืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม”

แล้วที่พีคสุดคืออะไรรู้ไหมครับ เสียงนั้นมันดังข้างหูผมใช่ไหมครับ แล้วมันปล่อยลมเข้าหูผมเหมือนคนตะเบ็งเสียงกรอกหูผมจริงๆ ตอนนั้นผมขนลุกไปหมดทั่วทั้งตัว ใจเต้นแรงเหมือนจะวูบเลยครับ เกิดมาเพิ่งเคยเจออะไรแบบนี้ น้ำตาไม่รู้ไหลมาจากไหน ผมพยายามภาวนาขอให้มันหยุดแต่มันก็ยังไม่หยุดครับ ตอนนั้นผมมั่นใจแล้วว่าตื่นและมีสติอยู่แน่ๆ ผมเลยตะโกนแบบสุดชีวิตออกไป “อะไรวะ!!!” หวังให้มันตกใจบ้างเช่นเคยครับ จากนั้นเป็นไงรู้ไหมครับ มันยังครางต่อว่า “อืมมม อืมมม อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม”  แบบนี้ 3 ครั้งติดกันครั้งสุดท้ายลากยาวยานจนผมขนลุก

แล้วเสียงนั้นก็เงียบไปปครับ ผมรีบวิ่งเตะของกระเจิงเพราะมืดไปเปิดไฟ ผมร้องไห้ออกมาจริงๆครับเพราะไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย ผมกลัวมากๆ ผมเปิดไฟแบบนั้นนอนทั้งคืนอีกเช่นเคย แต่แค่ไม่ถึง 5 นาทีต่อจากนั้น ผมก็เจอแจคพ็อตซ้ำครับ เสียงหัวเราะหลุดรอดออกมาจากในห้องน้ำ “หึฮึๆๆๆๆๆ”

จังหวะของเสียงหัวเราะเหมือนตุ๊กแกมันทำ จุ๊ๆๆๆ ก่อนจะร้องว่า ตั๊บแก อ่ะครับ แบบนั้นเลย เอาอีกแล้วเหรอ ตอนนี้ผมรู้สึกเลยว่าผมบนหัวมันตั้งไปหมดแล้ว และผมไม่ไหวแล้ว แต่จะไปไหนล่ะ เพราะหอที่ผมอยู่เป็นหอแบบไม่มีส่วนเคาเตอร์ครับ เป็นแค่อาคารพาณิช์เก่าๆที่ถูกรีโนเวทใหม่ให้กลายเป็นหอพัก เพราะฉะนั้นถึงจะออกจากห้องก็ไม่มีที่ไปครับ ผมกัดฟันสู้ความกลัวเปิดไฟสว่างอยู่ในห้องนั่นแหละครับ ระเบียงผมก็ไม่กล้าเปิดเพราะตรงข้ามเป็นอาคารพาณิชย์เก่าๆที่ไม่มีคนอยู่ (ผมลืมเล่าที่ตั้งหอพัก หอนี้ตั้งอยู่ในซอยแคบๆ และอาคารหลังนี้กับหลังฝั่งตรงข้ามเป็นของเจ้าของคนเดียวกัน เคยมีสภาพแบบเดียวกัน แต่ฝั่งตรงข้ามยังไม่รีโนเวท มีแพลนจะทำปีหน้า ป้าดูแลเคยบอกไว้)

ผมทำใจซักพักกว่าอะไรๆจะดีขึ้น หายใจได้สะดวกขึ้น แต่ตัวยังสั่นอยู่ นั่งเล่นคอมไปถามตัวเองตลอดว่าอะไรวะๆ เกิดอะไรขึ้นวะ อยู่แบบนั้น จนมาถึงจุดพีคที่สุดของเรื่องแล้วครับ นั่นก็คืออยู่ดีๆไฟก็ดับครับ เชี่ยเอ๊ย ตามสูตรหนังผีเลย ไฟดับไปเฉยๆแต่ไฟจากจอคอมยังสว่างอยู่ครับ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเหตุการณ์หลังจากนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผมต้องจดจำไปตลอดชีวิต อยู่ดีๆเหมือนมีอะไรก็ไม่รู้วิ่งผ่านปลายเตียงผมไปแล้วชนของล้ม ชนขวดน้ำ โต๊ะญี่ปุ่นล้มเสียงตึงตัง จะว่าหนูก็ไม่น่าทำให้ของล้มได้ขนาดนั้นครับ และที่ไม่ใช่หนูแน่นอนก็เพราะว่า

ถึงไฟในคอมจะแยงตาแต่หางตาผมทางซ้ายเห็นอะไรแว่บๆผ่านไปทางขวา ผมเห็นมันจากหางตาครับ เป็นผู้ชายสูงๆตัวยาวๆแต่ผอมๆย่อตัวย่องไป แต่การย่องของมันเร็วเหมือนวิ่งครับ แต่ยังไม่หมดแค่นี้ครับ มันยังพูดกับผมด้วยว่า “ตู.. ฮืมมๆๆ แล้ว..”

เสียงพูดนี้มันดังมาก มันเป็นเสียงที่ผมไม่เคยได้ยินมนุษย์คนไหนพูด เป็นเสียงที่น่ากลัวจนผมไม่รู้จะอธิบายยังไง  เป็นเสียงที่เหมือนคนพยายามจะพูดแต่พูดไม่ได้ เสียงมันแห้งๆเหมือนแค้นเสียงออกมาจากลำคอ เหมือนโจรในละครที่ไม่ได้กินน้ำแล้วคอแห้งพยายามตะเบ็งคำรามให้คนหวาดกลัว เสียงแบบนั้นเลยครับ ผมได้ยินชัดแค่คำหน้ากับคำหลังมันพูดแบบนั้นแน่นอนครับ มันวิ่งไปทางขวาผมที่เป็นระเบียงแต่ใช้ของแข็งเคาะกระจกระเบียงดัง “ก่อกๆๆๆๆ.. ก่อกๆๆๆๆๆ.. ก่อกๆๆๆ” มันน่ากลัวจนผมช็อคไปหมด ผมเจอแบบนั้นผมไม่อยู่แล้วครับ วิ่งออกนอกห้องไปเลยครับ วิ่งลงบันไดแบบไม่คิดชีวิต เข่าผมกระแทกราวบันไดจนมันเขียว แต่ผมไม่เจ็บเลยครับ

ผมวิ่งไปเซเว่นหน้าปากซอยทั้งที่ไม่มีเงินซักบาท วิ่งไปนั่งร้องไห้อยู่หน้าเซเว่น เจอลุงคนขับแทกซี่จอดซื้อของออกมาเจอผมพอดี แกก็ถามว่า “เป็นอะไรไอ้หนุ่ม” ผมบอกแกไปเลยว่า “ผีหลอกผมครับพี่ ผมโดนผีหลอก ที่หอ ผมอยู่ไม่ได้ ผมวิ่งออกมาไม่หยิบอะไรมาเลย” ผมพูดไปทั้งที่เสียงสั่น ลุงแทกซี่ก็ถาม “เล่นยารึเปล่าไอ้หนุ่ม พักอยู่หอไหน” ผมบอก “เปล่าพี่ ผมโดนผีหลอกจริงๆ” แล้วชี้ไปในซอยบอกชื่อหอ ลุงบอก “อ๋อ หอนี้” แล้วลุงก็เล่าให้ผมฟังว่า “ปีที่แล้วก็มีผู้หญิงวิ่งกรีดร้องตั้งแต่ตรงหอนั้นแหละมาจนถึงเซเว่นี้เลย บอกว่าโดนผีหลอก คนตื่นกันทั้งซอย”  “มันมีอะไรเหรอพี่”  “จริงๆผมก็ไม่รู้นะ ได้ยินเค้าเล่ามาอีกทีเพราะผมอยู่ซอยโน้น” ลุงชี้ไปที่ซอยบ้านตัวเอง   “เค้าเล่าว่าไงพี่”  “เค้าว่าก่อนจะสร้างเป็นหอพักเนี่ย เมื่อก่อนหลายปีมาแล้วตอนที่มันเป็นตึกร้าง มีพวกขี้ยามาทำร้ายกันที่นั่น หลายคนก็เล่าต่อๆกันว่ามีคนเสียตรงนั้นเยอะเหมือนกัน ผมจำรายละเอียดไม่ได้นักหรอกเพราะมันนานแล้ว แต่ที่ล่าสุดก็ที่ขี้ยามาแล้วทำร้ายกันจนเสี ยชิวตที่นั่นแหละ อันนี้พอที่พอจะจำได้แม่น”

ผมยังขนลุกอยู่ตลอด ยิ่งฟังก็ยิ่งขนลุก ก่อนลุงไปลุงแกให้ผมยืมร้อยนึงไว้ซื้อของในเซเว่นประทังชีวิต ผมขอเบอร์แกไว้ตอนเช้าจะโทรไปคืน ผมซื้อเอ็มร้อยมาดื่มเพื่อเอาชีวิตรอด รอจนเช้าผมจึงตัดสินใจเดินกลับ และตัดสินใจว่าจะย้ายออกทันทีหลังเลิกงาน วันนั้นผมเอาไปแต่กระเป๋าเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็น กะว่าเสาร์อาทิตย์ค่อยมาขนที่เหลือ พอวันเสาร์ก่อนผมขนของออกหมดผมได้บอกเหตุผลป้าดูแลหอไปว่าผมเจอผีนะป้า ก็ตามสูตรหนังผีหอพักละครับที่ไหนๆก็จะออกแล้ว ป้าก็เล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหม ว่ามันยังไงผมได้ยินมาว่ามีคนเสียที่นี่ ป้าเลยเล่าว่า

“เมื่อหลายปีก่อนที่นี่ยังเป็นตึกร้าง ขี้ยาจะชอบแอบมาเสพมานอนกันในนี้แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งพวกนั้นก็ไม่มาอีกเลย หายไปหลายเดือนมาก จนวันนึงก็มีคนไปเจอผู้ชายที่เสียมานาน สภาพแห้งผอมจนหนังติดกระดก” ผมนึกขึ้นได้ ผอม แห้ง หนังติดกระดูก ใช่แล้ว ไอ้ตัวยาวๆผอมๆวิ่งย่องชนของผมคืนนั้นนั่นแหละ “ที่ชั้นไหนป้า” “ชั้น 3 ฝั่งด้านหน้าตรงห้องเธอพอดี” ป้าตอบแบบยิ้มแหยๆ (โอ้ยยยป้า–จะยิ้มใส่ goo ทำม๊ายยยยยย เยาะเย้ยหรืออะไรรรร) ใจผมนี่สั่นจะร้องไห้อีกรอบ ผมย้ายของออกไปไม่เหลียวหลังอีกเลย เรื่องก็มีแค่นี้ครับ

เพิ่งเคยมาแชร์ประสบการณ์ตัวเอง ผิดพลาดยังไงต้องขออภัยด้วยนะครับ ขอบคุณที่อยู่อ่านรับรู้เรื่องสยองเป็นเพื่อนผมครับ

ขอบคุณเรื่องเล่าจากทู้ ผีเป๊าะแป๊ะ

“ถ้าคุณคิดว่าผีจะออกมาแค่ตอนกลางคืนเท่านั้นให้คุณลองอ่านเรื่องนี้ดูก่อน” ผู้อาศัยอีกคน

เรื่องผู้อาศัยอีกคนที่ไม่เคยรู้จัก ปลภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

    คนเรานั้นชอบเรื่องลึกลับ ในโลกนี้เองก็มีเรื่องลึกลับอยู่มากมาย แม้กลัวก็ยังอยากฟัง แม้ไม่อยากเห็นแต่ก็ยังอยากรับรู้ แม้ไม่แน่ใจว่าหลังประตูทะมึนบานนั้นจะมีอะไร แต่อสูรกายในใจก็ยังร่ำร้องที่จะเปิดมันออก อาจจะเพราะว่ามันยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ อาจจะเพราะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด ความอยากรู้อยากเห็นอยากพิสูจน์จึงถูกกระตุ้นขึ้น สิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อจากนี้ก็เป็นหนึ่งในอีกนับไม่ถ้วนที่ตัวผมเองไม่สามารถหาข้อพิสูจน์หรือเหตุผลมาอธิบายมันได้ แต่สิ่งที่สามารถพูดได้เต็มปากคือมันเป็นเรื่องจริงที่ผมเองได้ประสบพบเจอมาทั้งสิ้น

    ห้องแถวสองชั้นขนาดสิบสองตารางวาที่ปลูกเรียงรายหนาแน่นอยู่ในซอกหลืบหนึ่งของมหานคร ลักษณะห้องแถวเป็นไปตามแบบฉบับห้องเช่าโบราณ ผนังด้านหนึ่งเป็นปูนในขณะที่ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นไม้ หลังคาถูกมุงด้วยสังกะสี ประตูเป็นแบบซี่บานเหล็กเลื่อนออกทั้งสองข้าง ภาพห้องแถวนั้นไม่ค่อยจะน่าดูนักเนื่องจากถูกปลูกมานานมากแล้ว ผมอาศัยอยู่ที่นั่นตั้งแต่ลืมตาดูโลก หลายสิบปีที่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากเรื่องราวน่าตื่นเต้นใดๆ จนกระทั่งวันหนึ่งในอีกสิบเจ็ดปีต่อมาเหตุการณ์สยองขวัญก็เกิดขึ้นที่นี่

    วันนั้นเป็นหนึ่งวันในช่วงวันหยุดปิดภาคเรียนฤดูร้อน ซึ่งมันก็คงจะเหมือนกับวันหยุดปิดภาคเรียนวันอื่นๆ หากไม่เพียงว่าผมต้องตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อไปรับรู้ผลของความพากเพียรจากการเรียนในปีที่เพิ่งผ่านพ้นไป หลังยืนเคารพธงชาติและตามด้วยกิจกรรมอีกเล็กน้อยตามปกติของทางโรงเรียน ผมและเพื่อนก็ได้รับสมุดรายงานผลการเรียนจากอาจารย์ประจำชั้นก่อนที่ทางโรงเรียนจะปล่อยให้นักเรียนทยอยกันกลับบ้าน บางกลุ่มก็กลับบ้านทันที บางกลุ่มก็แวะเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า แต่ผมและเพื่อนๆ เลือกที่จะนั่งคุยกันที่ร้านน้ำแข็งไสเจ้าประจำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไป

    วันนี้คงจะเหมือนกับวันอื่นๆ อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นหากเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้น บ้านที่ผมอาศัยอยู่นั้น อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก ใช้เวลาเดินเท้าประมาณสิบห้าถึงยี่สิบนาทีเท่านั้น รถประจำทางหรือมอเตอร์ไซด์รับจ้างจึงไม่มีความจำเป็นสำหรับผมแม้แต่น้อย ด้วยความที่นอนดึกและตื่นสายจนเคยชินในช่วงปิดเทอม เมื่อกลับถึงบ้านความง่วงก็เข้าถาโถมทันที ผมจัดแจงล๊อคประตูบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้า และล้มตัวลงนอนทันที ปกติผมเป็นคนที่ชอบนอนกับพื้นบ้านที่เป็นปูนมาก เพราะพื้นปูนจะเย็นสบายทำให้สามารถนอนในช่วงกลางวันได้สบายกว่านอนบนเตียง โดยลักษณะการนอนนั้นจะตะแคงหันหลังเข้าฝาบ้าน ซึ่งก็น่าจะเป็นท่านอนปกติของคนกลัวผีที่มักจะจินตนาการว่าถ้านอนเอาหลังออกจะมีอะไรมานอนอยู่ด้านหลัง

    ไม่แน่ใจว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหน อากาศที่ร้อนอบอ้าวจนผิดปกติทำให้ผมรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง มันเป็นความร้อนแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เหมือนกับมันจะร้อนมาจากข้างในตัวผมมากกว่า ร้อนขนาดที่ตัวผมเองรู้สึกว่าไม่สามารถที่จะทนหลับตานอนต่อไปได้ ในใจคิดว่าจะลุกขึ้นอาบน้ำดีกว่า แต่ทว่าก่อนที่ผมจะลืมตาขึ้น โสตประสาทกลับได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง เอ๊ะ เสียงใครคุยกัน ใครเดินอยู่ที่ด้านหลังของผม  ขณะนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนอนอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่บ้าน ความรู้สึกเหมือนอยู่ในงานเลี้ยงค๊อกเทล คือมีเสียงคนเดินไปเดินมา เสียงคนคุยกันดังไปหมดจนจับใจความไม่ได้ไม่ว่าจะพยายามฟังสักแค่ไหน เหมือนกับที่เราไปอยู่ในงานเลี้ยงที่ต่างคนต่างพูดจนเราจับใจความไม่ได้

    ด้วยความที่เป็นคนไม่เคยเจอเรื่องแปลกพิสดารอะไรมาก่อนเลยในชีวิต ผมจึงตกใจและกลัวมากจนรีบลืมตาขึ้นมาเพื่อที่จะได้หลุดออกจากบรรยากาศแปลกๆ นี้ ผมยังคงนอนอยู่ในบ้านหลังเดิมที่คุ้นเคย ไม่ได้ไปอยู่ที่อื่นเหมือนในความรู้สึกเมื่อสักครู่ แต่ทว่าท่าทางนอนผมเปลี่ยนไป ตอนนี้ผมนอนตะแคงโดยหันหน้าเข้าหากำแพงแทน เมื่อเป็นดังนั้น ผมจึงพยายามหันกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ทว่ากลับขยับตัวไม่ได้ เสียงคนเดินคนคุยกันยังคงดังอย่างต่อเนื่องทั้งๆ ที่ในระยะสายตาที่มองเห็นไม่พบใครเลยแม้แต่คนเดียว เหงื่อที่หลังและใบหน้าผุดขึ้นจนเหมือนกับมีใครเอาน้ำมาสาด เสื้อที่ใส่อยู่เปียกไปหมด ตอนนี้นอกจากความรู้สึกร้อนแล้ว ความรู้สึกกลัวกำลังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี

    ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่ต้องทนนอนฟังเสียงแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น แต่สำหรับผมมันช่างนานแสนนานเสียจริงๆ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ความกลัวที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงส่งให้สมองคิดหาทางออก พอคิดได้ดังนั้น สายตาก็เริ่มทำหน้าที่อีกครั้ง ผมพยายามเหลือกตาไปมาเพื่อหาอะไรหรือใครก็ได้ในบริเวณนั้นที่จะสามารถช่วยผมได้ แล้วในที่สุดสายตาก็ไปสะดุดอยู่กับเงาร่างหนึ่ง มีคนนอนอยู่ด้านหลังของผม ในขณะนั้นผมที่เกิดอาการกลัวมากคิดไปเองว่าเงานั้นคือแม่ของตัวเอง ผมพยายามมองให้ชัดว่าใช่หรือไม่แต่ก็มองไม่ถนัดเพราะร่างกายยังขยับไม่ได้

    สายตาพยายามกลอกไปด้านหลังให้ได้มากที่สุดแต่ก็เห็นแค่เป็นเงาร่างคนเหมือนเดิม เงานั้นนอนตะแคงอยู่ด้านหลังในลักษณะเดียวกับผม และห่างจากตัวผมไปเพียงประมาณหนึ่งฟุตในความรู้สึก ผมพยายามเรียกผู้ที่ผมเข้าใจว่าเป็นแม่ให้ตื่นและมาช่วยผม แต่เสียงที่คิดว่าได้ตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงกลับอยู่เพียงในลำคอ มันไม่ยอมออกมาอย่างที่ใจคิด เมื่อไม่สามารถเปล่งเสียงได้ผมจึงพยายามยื่นแขนซ้ายไปสะกิดเงาที่อยู่ด้านหลัง ทั้งๆ ที่ห่างเพียงแค่ฟุตเดียวแต่กลับรู้สึกว่าการยื่นมือไปให้ถึงนั้นต้องใช้เรี่ยวแรงมากมายมหาศาลเหลือเกิน

    แปะ เสียงมือกระทบกับพื้นบ้าน ผมยกมือขึ้นและลองอีกครั้ง  แปะ  และอีกครั้งที่เสียงมือกระทบพื้นบ้าน ทั้งๆ ที่คิดว่าน่าจะสะกิดโดน แต่มือที่ยื่นออกไปนั้นกลับผ่านเงาดำไปเฉยๆ เหมือนกับวาดมือไปในอากาศ จนถึงตอนนี้ผมก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว จำได้เพียงว่าตอนนั้นรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก รู้สึกแต่ว่าร้อนมาก ร้อนจนอยู่ไม่ได้แล้ว สมองมึนงง สับสน “ต้องหนีแล้ว ร้อน อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องหนี ต้องหนี” ความคิดสุดท้ายวูบขึ้นมา แล้วผมก็ลุกขึ้นมานั่งได้อย่างกับติดสปริง ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเป็นปกติเหมือนเหตุการณ์เมื่อสักครู่ไม่ได้เกิดขึ้น ผมเปียกโชกไปทั้งตัวด้วยเหงื่อ สายตาเหลือบไปมองนาฬิกาติดผนังแบบลูกตุ้มโบราณ พร้อมๆ กันกับที่เสียงบอกเวลาดังขึ้น

    เที่ยงตรงพอดิบพอดี ผมนั่งงุนงงฟังเสียงบอกเวลาดังจนครบสิบสองครั้งก่อนจะลุกขึ้นตัวเบาโหวง เดินไปเปิดประตูและออกมานอกบ้าน แสงแดดที่ส่องมากระทบตาทำให้ผมรับรู้ว่าได้กลับมาสู่โลกแห่งความจริงอันแสนปกติแล้ว และทันใดนั้นผมก็นึกอะไรบางอย่างออก ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะลืมแท้ๆ แต่ผมก็กลับลืมไปเสียสนิท วันนี้ทุกคนในบ้านไปต่างจังหวัดกันหมดตั้งแต่เช้ามืด ไม่มีทางที่จะมีใครอื่นในบ้านได้นอกจากผม แล้วคนที่นอนอยู่ด้านหลังเมื่อสักครู่เป็นใคร

    เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำเอาผมถึงกับเซื่องซึมและกลายเป็นคนเงียบผิดปกติไปหลายเดือน ผมไม่กล้านอนตรงบริเวณนั้นของบ้านแม้เวลานั้นจะมีคนอยู่เต็มบ้านไปหมด ช่างเป็นประสบการณ์สยองขวัญครั้งแรกในชีวิตที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง และที่สำคัญต้องมาเกิดในบ้านของตัวเองที่คิดจะหนีก็ทำไม่ได้เสียด้วย

    หลังเหตุการณ์นี้ผ่านไปหลายเดือนผมตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้คนในบ้านฟัง “เห็นแล้วเหรอ” ประโยคเดียวสั้นๆ แบบเรียบเฉยของพ่อทำเอาผมถึงกับงง มันหมายความว่ายังไง หรือว่าพ่อของผมเห็นเขาคนนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว หรือว่าทุกคนในบ้านนอกจากผมเคยเห็นเขาคนนั้นอยู่แล้ว หรือว่าเขาคนนั้นอยู่ที่นี่มานานแล้ว เขา ผู้อาศัยอีกคนในบ้านหลังนี้ที่ผมไม่เคยรู้จัก และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมพบกับประสบการณ์ที่ทุกวันนี้ผมเองก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่าคืออะไร แต่ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นผมมักเจออะไรแปลกๆ แบบนี้เสมอๆ บางครั้งก็เป็นเหตุการณ์ที่รู้สึกดี แต่หลายครั้งกลับน่ากลัวมากๆ และแน่นอนว่าทุกครั้งที่เกิดขึ้นผมก็ยังคงไม่รู้ว่ามันคืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้นกับผม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ตั้งสิบเจ็ดปีผมไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย

    แต่ถ้าประสบการณ์ครั้งนี้สามารถสรุปได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีแล้วจริงๆ ล่ะก็ อย่างน้อยก็สามารถพิสูจน์อะไรได้อย่างหนึ่งว่า มันไม่ได้มาแค่ตอนกลางคืนอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ขอบคุณเรื่องเล่าจากทู้ อีกเรื่อง…ที่พิสูจน์ไม่ได้ : ผู้อาศัยอีกคนที่ไม่เคยรู้จัก