“ผีที่มายิ้มให้ผม” บ้านหลังใหม่

“ผีที่มายิ้มให้ผม” บ้านหลังใหม่

เรื่องเมื่อผีมายิ้มให้ผม ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่า

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของผมเอง เป็นประสบการณ์ที่ทุกครั้งที่นึกถึงจะต้องขนลุกตลอด เรื่องมันเริ่มจากตอนนั้นผมอายุ 15 ปี พ่อกับแม่ไปซื้อบ้านใหม่อยู่ ตอนนั้นผมอยู่โรงเรียนประจำเป็นปีสุดท้ายก่อนจะย้ายกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้าน แล้วพ่อก็หย่ากับแม่และแยกทางกันทำให้ผมอาศัยอยู่กับแม่แค่สองคน แล้วช่วงนั้น แม่มีงานต้องไปต่างจังหวัดบ่อยๆ จนบางครั้งผมต้องอยู่บ้านคนเดียวเป็นอาทิตย์

บางครั้งถ้างานแม่ไม่เสร็จลากยาวเป็นเดือนๆเลยก็มี แม่ก็จะทิ้งเงินไว้ให้ ไม่ก็ฝากไว้กับเพื่อนบ้าน และด้วยความที่ผมอยู่บ้านคนเดียวบ่อยๆ จึงทำให้ผมเจอเหตุการณ์แปลกๆบ้าง แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร อาจจะแค่มีลมพัดในบ้านบ้างทั้งที่ปิดประตูหน้าต่างแล้ว ได้ยินเสียงแปลกๆในครัว ทั้งที่อยู่บ้านคนเดียว ผมก็ไม่ได้อะไรกับมันมากนัก เพราะมันไม่มีอะไรหรือเพราะผมชินก็ไม่รู้

แต่อยู่มาคืนนึง ขณะที่ผมกำลังเล่นคอมอยู่ ผมก็ได้ยินเสียงประหลาดเหมือนมีคนมากระซิบข้างหู แต่ได้ยินไม่ชัดว่าพูดอะไร แต่ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิงอันนี้คือที่ผมแน่ใจ ตอนแรกผมก็สะดุ้งนะแบบ อยู่มาตั้งนานได้ยินอะไรมาก็เยอะ แต่ไม่เคยถึงขั้นได้ยินใกล้ขนาดนี้ แต่ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร อาจจะแค่หูฝาดหรือไม่ก็คิดไปเอง หลังจากนั้นผมก็นั่งเล่นคอมต่อจนดึกเลยครับ เพราะวันต่อมาก็เป็นวันหยุดก็ไม่ต้องรีบนอนก็ได้ แม่ก็ไม่อยู่ก็ไม่มีใครตามขึ้นไปนอนอยู่แล้ว แต่ซักเวลาตี 2 กว่าๆได้ อยู่ดีๆกระจกบ้านผมก็สั่นๆ สั่นแบบเหมือนเวลา เปิดลำโพงเสียงเสียงดังๆแล้วกระจกสั่นอะไรแบบนั้นเลยครับ

แต่ติดปัญหาตรงที่ว่าผมไม่ได้เปิดลำโพงเสียงดังนี่น่ะสิ!! คือตี 2 แล้วผมจะไปเปิดเสียงดังได้ยังไง แต่ผมก็พยายามไม่คิดมากอะไร คิดแค่ว่าคงลมพัดมั้ง ไม่มีอะไรหรอก ลมพัดโดนกระจกสั่นก็คงเป็นธรรมดา ก็เล่นเกมต่อไปซักพัก ผมก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันหนาวผิดปกติทั้งที่ห้องนั่งเล่นที่ผมเล่นคอมไม่ได้ติดแอร์ ผมเริ่มรู้สึกว่ามันแปลกๆ พยายามจะข่มใจตัวเองแล้วก็ขึ้นไปนอน แต่ในตอนนั้นคือแม้แต่จะลุกจากเก้าอี้ก็ยังทำไม่ได้

แล้วอยู่ดีๆก็ไม่รู้มีอะไรดลใจทำให้ผมมองไปที่กระจกด้านขวาของผม แล้วผมก็เห็นผู้หญิงคนนึง โผล่หน้าออกมาจากขอบตู้แต่โผล่ออกมาแค่ครึ่งตัว ลักษณะผมยาว หน้าซีดๆ ยืนยิ้มให้ผมอยู่ตรงนั้น ลักษณะยิ้มแบบกว้างมากๆ ตอนที่ผมเห็น ผมหันหน้ากลับมาที่คอมแทบจะทันที ไม่กล้าหันไปมองอีก ได้แต่ใช้หางตามองว่าเค้ายังอยู่ตรงนั้นมั้ย ปรากฏว่ายังอยู่ที่เดิม มุมเดิม และยิ้มให้ผมเหมือนเดิม ผมไม่รู้จะทำยังไงเลย ต้องนั่งเล่นคอมอยู่ตรงนั้นไปเกือบจะทั้งคืน แล้วก็เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้ว เค้าก็ไม่อยู่แล้ว ผมรีบอาบน้ำละไปหาเพื่อน พร้อมกับโทรเล่าให้แม่ฟังว่าเจออะไร แม่บอกว่าเดี๋ยวแม่จะให้นั่งเครื่องบินไปหาแล้วก็จะหาพระหรือหาคนมาทำบุญที่บ้าน เดี๋ยวผมกลับมาเล่าต่ออีกทีครับ

ระหว่างที่แม่ผมไม่อยู่ เรื่องก็หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม สิ่งที่ผมเจอมันหลอนจนบอกไม่ถูกครับ ใครๆ ก็คิดว่าผมหลอนไปเอง ดูหนังมากไปรึป่าว? ไม่มีใครเชื่อผม มันทำผมขนลุกจนนอนไม่หลับ มีคืนนึงสะดุ้งตื่นพร้อมประชันหน้ากับวิญญาณที่ยืนยิ้มให้ผมแบบใกล้มากขึ้น ยืนยิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มกับหน้าตาที่แปลกประหลาดมันติดตาผมมา ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันใกล้กว่าเดิมจนเครียด

สวดมนต์ก็แล้ว ไปทำบุญให้ก็แล้วไม่ช่วย ต้องอยู่แบบวันแล้ววันเล่า จนผ่านไปสัปดาห์นึงแม่เราติดต่อกลับมา ได้ข้อมูลจากเพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัด หาวิธีช่วยได้ มีอาจารย์ท่านนึงที่สามารถล้างอาถรรพ์ได้ อยู่ที่กทม. แม่ก็เลยบินกลับมาแล้วหาทางติดต่อกับอาจารย์คนนั้น คนนั้นคือ อ.กานต์ ครับ หลังจากที่แม่บินกลับมาไม่นานก็รีบมารับผมไปหาอาจารย์ ดีนะที่ผมยังอยู่ดี ไม่บ้าไปเสียก่อน

ตอนนั้น อ.ติดงานพอดีก็รออยู่ที่บ้านอาจารย์ อ.กานต์ เป็นผู้ทำพิธี และหมอดู รับดูดวงและทำพิธีตั้งศาล ตอนที่ผมไปหาแก ตอนนั้นแกใกล้จะเสร็จพิธีตั้งศาลแล้วครับ ผมกับแม่ก็เลยรออาจารย์กลับมา หลังจากที่พูดคุยกันตอนแรกอาจารย์กานต์ก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้ไหม แต่ก็พยายามจะช่วยเราเต็มที่ ก็พาอาจารย์มาที่บ้าน อาจารย์แกก็มีวิธีการต่างๆ ก็มีคำถาม ถามแม่ผมว่า บ้านนี้บ้านใคร เป็นเรื่องที่ผมก็เพิ่งรู้ จริงๆ เป็นบ้านมือสองสมัยที่ครอบครัวผมย้ายมา พ่อผมซื้อต่อมาจากเพื่อนพ่อที่เป็นคนรู้จักกันซึ่งแม่บอกก็ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ไม่นึกว่าเป็นเพื่อนพ่อด้วยซ้ำ หลังจากที่ซื้อบ้านมาพ่อก็ไม่ได้ติดต่อกับคนนี้อีก

สภาพแรกที่เข้ามาแม่บอกว่า ต้องรีโนเวทกับพ่อหนักอยู่ อ.กานต์แกก็บอกว่าที่นี่มีประวัติ แต่เขาไม่ได้มาไม่ดี แค่อยากเล่นด้วย ที่เขายิ้ม เขาไม่ได้จะแตะต้องหรือทำร้าย และที่บ้านผมก็ไม่มีศาลด้วย อ.แกบอก เขาเป็นเจ้าที่ ที่หวงที่ดินตรงนี้มากๆ หวงจากไม่สามารถไปไหนได้ หลังจากที่คุยกันวันรุ่งขึ้น ก็จัดของทำพิธีตั้งศาลให้กับบ้านผมและล้างอาถรรพ์เป็นที่เรียบร้อย แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เจอเรื่องแปลกๆ อีกเลยครับ คิดว่าเป็นผีบ้านผีเรือนครับ ถือว่าผมยังโชคดีครับ ที่ไม่ได้เจอวิญญาณอาฆาต ถ้าเจอผมคงมีอันเป็นไปมากกว่านี้ การจะเลือกที่อยู่สักที่ อย่าซื้อบ้านต่อจากใครเพราะแค่คิดว่ามันราคาถูกนะครับ ลองเช็คประวัติบ้านด้วย ตั้งศาล ทำพิธี เพื่อความสบายใจของทั้งคนและผี วิญญาณเรื่องทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ครับ

แถมเรื่องบ้านกันอีกเรื่องเผื่อว่าจะรู้สึกว่าสั้นไปนะคะ เรื่อง บ้านทางผีผ่าน เจ้าของเรื่อง : คุณปั๊ม

        ขอเล่าย้อนไปเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 41 ผมอายุประมาณ 10 ขวบ ตอนนั้นครอบครัวของผมลำบากมากๆ เพราะเนื่องจากพิษเศรษฐกิจ ธุรกิจของพ่อและแม่ก็ล้มละลาย จนพ่อแม่ได้พาผมและน้องสาวย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดเพราะต้องดิ้นรนหางานทำเพื่อเลี้ยงดูปากท้อง ช่วงที่ย้ายมาใหม่พ่อและแม่ได้กลับไปทำอาชีพเป็นตัวแทนขายประกัน เพราะก่อนหน้านั้นเคยเป็นตัวแทนขายประกันของอีกบริษัทหนึ่งมาก่อน หัวหน้าเก่าจึงเรียกตัวกลับ ให้ไปช่วยทีมงานใหม่ ตอนนั้นเงินติดตัวแทบจะไม่มีเลยครับ แต่ยังโชคดีที่หัวหน้าเก่าของพ่อและแม่ช่วยออกเงินค่าเช่าบ้านเช่ารถให้ใช้ในช่วงแรก เนื่อง

        จากจะย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดโดยที่ไม่ค่อยมีเงิน พ่อและแม่จึงต้องไปหาบ้านเช่าที่ราคาถูกมากๆ จนไปเจอบ้านหลังหนึ่งติดประกาศไว้จึงขอเข้าไปดู ลักษณะเมื่อเดินเข้าประตูรั้วไป ด้านหน้าบ้านเป็นลานดินกว้างๆระยะจากรั้วถึงตัวบ้านน่าจะประมาณ 50 เมตรได้ ซึ่งถ้ามองจากถนนเข้าไป ตัวบ้านจะอยู่ต่ำมากๆ ลานดินกว้างๆจึงลาดเอียงลงไปจนถึงตัวบ้าน ตัวบ้านเป็นบ้านไม้ชั้นครึ่ง ด้านซ้ายมือเป็นโรงจอดรถถัดไปจะเป็นใต้ถุนโล่งๆ ด้านขวาเป็นเฉลียงหน้าบ้านซึ่งกว้างพอสมควร

        เมื่อเปิดประตูหน้าบ้านเข้าไป จะเจอกับห้องโถงกว้างๆ เพดานสูงจรดไปถึงด้านบน ประมาณเกือบ 6 เมตรได้ ห้องน้ำจะแบ่งเป็น 2 ห้อง อยู่ด้านขวามือ ห้องหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำ ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นห้องส้วม เมื่อมองจากห้องโถงจะเห็นบันไดขึ้นด้านบน และมีทางเดินผ่ากลางห้องนอนทั้ง 2 ห้อง ห้องนอนใหญ่จะอยู่ฝั่งซ้าย (พวกเรา 4 คน นอนรวมกันในห้องนี้) ห้องนอนเล็กจะอยู่ฝั่งขวา (ห้องนี้เอาไว้เก็บของและเปลี่ยนเสื้อผ้า) เมื่อเดินผ่านทางเดินกลางบ้านเข้าไป จะเจอกับห้องครัวขนาดใหญ่มีประตูไม้เชื่อมกับส่วนระเบียงหลังบ้าน ด้านซ้ายมือจะเป็นห้องเก็บของอีกห้องหนึ่งและมีประตูออกจากตัวบ้านได้

        ส่วนบริเวณรอบๆบ้านทั้งสามด้านกว้างพอสมควร ด้านซ้ายจะติดกับบ้านหนึ่งหลัง ส่วนด้านขวาเป็นที่ดินเปล่าซึ่งมีหญ้าขึ้นรกร้าง ที่น่าแปลกคือรั้วสังกีสีด้านหลังบ้านสูงประมาณ 2 เมตร และมีประตูบานไม่เล็กไม่ใหญ่ 1 บาน สามารถเปิดแล้วเดินออกไปด้านหลังได้ ด้านหลังหากเดินออกไปจะเป็นป่าทึบ มีหญ้าขึ้นรก และมีต้นไม้ใหญ่แซมด้วยต้นมะพร้าวสูงๆ อยู่หลายต้น ชาวบ้านบอกว่าถัดจากบริเวณที่เป็นป่าออกไปจะเป็นแม่น้ำสายใหญ่ (แม่น้ำปิง) ในบริเวณหลังบ้านถ้าเป็นในช่วงกลางคืนจะมืดมาก

        เรื่องมันเกิดในวันแรกที่พวกเราเข้าไปอยู่ ในความเชื่อของพ่อและแม่ เมื่อเข้าไปอยู่ที่ใหม่ ก็จะมีการจุดธูปขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางขอให้อยู่แบบปลอดภัยไม่มีสิ่งใดรบกวน ในช่วงตอนกลางวันพวกเราทั้ง 4 คน ได้ช่วยกันจัดข้าวของในส่วนที่พอจะจัดได้ พอตกดึกพ่อเดินไปปิดประตูรั้วหน้าบ้านพร้อมกับเดินเข้าบ้านมาปิดประตูหน้าบ้าน ปิดไฟจนหมด เราทั้ง 4 คน นอนกางมุ้งอยู่ในห้องนอนใหญ่รวมกัน นอนไปได้ซักพักก็มีเสียง ‘กริ่ง’ ดังขึ้น 2 ครั้ง เหมือนมีคนกดเรียกอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน พ่อเปิดไฟออกไปดู ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้านเลย จึงกลับมาเล่าให้ฟังและเข้านอนตามปกติ แต่ในใจของทุกคนรู้ว่ามันไม่ปกติแล้ว ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที เสียงกริ่งก็ดังขึ้นอีก แต่คราวนี้ดังรัวๆ “กริ่ง กริ่ง กริ่งงง” พร้อมกับมีเสียงไฟช็อตภายในบ้าน ‘ แปล๊บ แปล๊บ ‘ ดังขึ้นหลายๆครั้ง จู่ๆหลอดไฟตรงทางเดินก็กระพริบ ติดๆดับๆ ขึ้นมาเอง ซึ่งก่อนหน้านั้นพ่อได้เดินไปปิดไฟทั่วบ้านแล้วก่อนที่จะเข้ามุ้งมานอน เสียงกริ่ง เสียงไฟฟ้าช็อต และอาการกระพริบของหลอดไฟ ยังคงเป็นแบบนั้นอย่างต่อเนื่อง แม่ลุกไปเปิดไฟในห้องนอน เราทั้ง 4 คน ต่างมองหน้ากัน น้องสาวผมซึ่งจู่ๆ ก็ฟุบหน้าลงไปกับหมอนและมีท่าทางหวาดกลัว แม่อดทนกับอาการที่เป็นแบบนี้ไม่ไหว จึงตะโกนออกไปว่า “อย่ามาหลอกกันแบบนี้เลย อยากได้อะไรเดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำบุญไปให้” หลังจากนั้นเสียงกริ่ง เสียงไฟฟ้าช็อต ก็หายไป ไฟตรงทางเดินดับปกติ มีแต่เพียงไฟในห้องนอนที่แม่เปิดค้างไว้เท่านั้น พ่อและแม่ตัดสินใจที่จะเปิดไฟนอนในคืนแรก

        พอรุ่งเช้าของอีกวันขณะที่พวกเราก็ช่วยกันทำความสะอาดเหมือนเดิม ก็มีเพื่อนบ้านใกล้ๆ เข้ามาทักทายอยู่ตรงประตูรั้วบ้านและถามว่าเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง แม่ก็เราให้เขาฟัง เขาบอกว่าเมื่อก่อนบ้านหลังนี้เคยเป็นโรงเรียนเด็กอนุบาลมาก่อนและก็ปิดตัวไปหลังจากนั้นก็มีคนทยอยมาเช่าอยู่เรื่อยๆแต่ก็ทนอยู่ได้ไม่นานก็ต้องจำใจย้ายออกไป เขาบอกว่าที่ดินผืนนี้แรงเพราะเป็นเหมือนทางผีผ่าน เพราะตั้งแต่ประตูรั้วหน้าบ้านผ่านทะลุประตูเข้าบ้านและตรงทางเดินที่ผ่านระหว่างห้องนอนและประตูรั้วข้างหลังเชื่อมออกไปเป็นป่า บางครั้งมีคนเห็นเหมือนมีเปรตเดินอยู่ในป่าหลังบ้านในตอนกลางคืน ถ้าอยู่ได้ก็อยู่นะ แต่ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ต้องรีบบอกเจ้าของบ้าน เขาจะได้คืนเงินมัดจำให้ แต่ด้วยการที่ครอบครัวเราไม่มีทางเลือกมากนัก ครอบครัวเราจึงต้องอยู่บ้านเช่าหลังนี้ไปก่อน

        ตลอดเวลาที่อยู่บ้านเช่าหลังนี้ครอบครัวของเราป่วยเข้าโรงพยาบาลทุกคน เริ่มจากพ่อ ตกรถข้อมือเกือบหัก ผมจู่ๆเป็นโรคลมชักโดยที่หมอเอ็กซเรย์สมองแล้วไม่พบสาเหตุ น้องป่วยจนต้องเข้าแอดมิดที่โรงพยาบาล แม่ถูกรถชน จนครอบครัวเราอยู่ได้ 1 ปี พ่อและแม่ตัดสินใจย้ายไปต่างจังหวัดใหม่อีกครั้ง เพื่อนบ้านก็ต่างมาถามว่า อยู่กันได้ยังไง ทั้งๆที่ ที่ดินผืนนี้แรงและผีดุมาก แม่ผมได้แต่บอกไปว่า แม่หมั่นสวดมนต์ ทำบุญตลอด เลยผ่านไปได้

        หลังจากที่เราได้ย้ายออกจากบ้านเช่าหลังนั้น แม่ก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นคืนแรกได้ ก็หันไปถามน้องว่า คืนนั้นเป็นอะไรรึเปล่า ถึงได้นอนเอาหน้าฟุบหมอนขนาดนั้น น้องเล่าว่าก็ตอนที่ไฟตรงทางเดินกระพริบๆอยู่นั้น น้องได้เห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว ใส่ชุดไทย มายืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนแล้วจ้องมาทางครอบครัวเรา ตอนนั้นน้องกลัวมากจึงฟุบหน้าลงไปกับหมอนแล้วไม่อยากหันกลับไปดู จนกระทั่งแม่ตะโกนออกไป ทุกอย่างเลยกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม…

ขอบคุณเรื่องเล่าจากทู้ ผีที่ยิ้มให้ผม และเพจ Sho ck Time Story ล้อมวง เล่า เรื่อง ผี

admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *