“เมื่อเก็นโทรศัพท์ได้แล้วเจ้าของโทรศัพท์ที่ไม่ใช่คนมาทวงคืน” ของของผี

“เมื่อเก็นโทรศัพท์ได้แล้วเจ้าของโทรศัพท์ที่ไม่ใช่คนมาทวงคืน” ของของผี

เรื่อง ฮัลโหล ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

          เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวของผมเอง แต่ผมได้ยินมาจากคนที่รู้จักอีกทอดหนึ่ง เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุการณ์สั้นๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และได้รับการเล่าสู่กันฟังจนเป็นที่รู้จักกันพอสมควร ใครหลายๆคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวนี้มาบ้างแล้ว แต่ก็ขอเล่าอีกครั้งหนึ่ง

          มีอยู่คืนหนึ่งขณะที่ผมกำลังรีบกลับบ้าน ก็บังเอิญได้เจอกับโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งตกอยู่บนทางเท้า ก็เลยตัดสินใจหยุดเดินและหยิบมันขึ้นมาดู โดยตั้งใจว่าจะหาทางนำไปคืนเจ้าของให้ได้ ลักษณะของโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น เป็นสีชมพูมีที่ห้อยโทรศัพท์มือถือน่ารักๆ แบบเด็กผู้หญิง พร้อมด้วยรูปสติ๊กเกอร์ของสาวมัธยมสองคน ที่ถ่ายรูปคู่กันแปะเอาไว้ด้านหลังของตัวเครื่อง นั่นก็พอทำให้ผมรู้คร่าวๆว่าเจ้าของเครื่องน่าจะเป็นหนึ่งในสองคนนี้ เด็กสาวมัธยมคนนั้นอาจจะทำโทรศัพท์เครื่องนี้ตกโดยที่ไม่รู้ตัว

          ในระหว่างที่ผมถือโทรศัพท์เครื่องนั้นอยู่ในมือ และก็คิดว่าจะนำโทรศัพท์ส่งเจ้าของอย่างไรนั้น เสียงของโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ผมจึงรีบกดรับสาย  “ฮัลโหล สวัสดีค่ะบังเอิญหนูทำมือถือตกเอาไว้” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น และในขณะนั้นก็มีเสียงผู้หญิงอีกคนหนึ่งพูดอยู่ใกล้ๆกัน ซึ่งผมเดาเอาว่าน่าจะเป็นเด็กผู้หญิง 2 คนที่อยู่ในรูปสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่กับเครื่อง เธอทั้งสองคนน่าจะกำลังพยายามโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของตัวเอง และก็หวังว่าจะมีใครสักคนที่เดินผ่านมาแล้วกดรับและนำโทรศัพท์มาส่งคืนให้กับพวกเธอ

          ผมจึงพูดตอบกลับไป “อ๋อครับ  คุณเป็นเจ้าของใช่ไหมครับ”   “ใช่ค่ะ  ยังไงรบกวนนำโทรศัพท์มาคืนด้วยได้ไหมคะ”   ผมตอบกลับว่า “แล้วจะสะดวกให้ผมไปคืนโทรศัพท์ที่ไหน ยังไงดีครับ”  เสียงของเด็กผู้หญิงก็ตอบกลับมาว่า  “บังเอิญว่าตอนนี้พวกเราไม่สะดวกที่จะเดินไปหานะคะ  รบกวนพี่ช่วยเดินเอาโทรศัพท์มาคืนได้ไหมคะ”  “ได้ครับ แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนหรอครับ” ผมตอบ เสียงของปลายสายก็ตอบกลับมาเพื่อระบุสถานที่ “พี่รู้จักร้านสะดวกซื้อที่ติดอยู่กับถนนเส้นหลักไหม”  “อ๋อครับ  ถนนเส้นหลักที่อยู่ใกล้ๆนี่ใช่ไหมครับ  พวกคุณรออยู่แถวนั้นใช่ไหม”  “ใช่ค่ะๆ เดี๋ยวจะรออยู่บริเวณนั้น  แต่ว่ายังไงช่วยรีบๆมาหน่อยได้ไหม รบกวนด้วยนะคะ ”  และนั่นก็คือการสนทนาในช่วงแรก ผมถือโทรศัพท์มือถือเอาไว้ในมือ และก็พยายามมองหาทางที่จะไปที่ร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น

          เนื่องจากการสนทนาและฟังจากเสียงของเจ้าของโทรศัพท์แล้ว ฟังแล้วรู้ทันทีว่าท่าทางของเธอดูร้อนรนเหมือนกับว่ากำลังมีปัญหา หรือว่าต้องการมือถือคืนโดยเร็วที่สุด ผมก็เลยกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด โดยที่ขนาดนั้นก็ไม่ได้วางสายโทรศัพท์ เสียงจากโทรศัพท์มือถือก็ดังลอดออกมาเป็นระยะๆ ว่า “ช่วยรีบๆมาหน่อยได้ไหมคะ ขอร้องล่ะค่ะ  มาไวๆกว่านี้ได้ไหมคะ”

          ได้ยินแบบนั้น ในใจของผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่ทำให้เด็กสาวทั้งสอง ต้องการ ที่จะได้คืนโทรศัพท์โดยเร็วขนาดนั้น  ตัวของผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนมาถึงถนนเส้นหลัก และก็เห็นร้านสะดวกซื้ออยู่ตรงฝั่งตรงข้ามถนน อยู่ไกลๆหน่อย ผมกำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง แต่ด้วยความเร่งรีบและสายตานั้นก็ไม่ได้จับจ้องตรงทางเดิน มัวแต่มองฝั่งตรงกันข้าม จนผมสะดุดทางเท้าล้มลงไปกองกับพื้น  จนโทรศัพท์มือถือสีชมพูที่กำอยู่ในมือนั้นก็กระเด็นหลุดออกจากมือ   และในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงล้อรถบดกับพื้นถนน ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังลั่นสนั่นหวั่นไหว ผมนั้นตกใจแทบช็อคกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นข้างหน้าต่อหน้า ต่อตา

          รถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วไม่สามารถควบคุมได้ พุ่งชนเข้ากับขอบข้างทางพลิกคว่ำอยู่ด้านหน้าของผม  ผมได้แต่คิดกับตัวเองว่า ถ้าหากตัวเองเผลอวิ่งออกไปข้างหน้า โดยไม่หกล้มมีหวังโดนรถบรรทุกคันนี้ชนเอาแน่ๆ  ผมเองนั่งนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็เรียกสติตัวเองกลับมาได้ ผมค่อยๆกวาดสายตามองหาโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นอีกครั้งหนึ่ง ก็ปรากฏว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นตกอยู่ใกล้ๆตัวของผม ห่างกันแค่ไม่กี่ก้าว ในระหว่างที่ผมกำลังเอื้อมมือไป จะไปหยิบโทรศัพท์มือถือ  ก็มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นว่า “มาถึงแล้วก็ช่วยเอาโทรศัพท์มาคืนให้เราถึงที่ด้วยสิคะ”

          ได้ยินแค่นั้นผมก็ค่อยๆเงยหน้าจากโทรศัพท์มือถือที่พื้น ขึ้นมาช้าๆ  สายตาของผมก็ไปเจอเข้ากับสิ่งหนึ่ง  อยู่ที่ขอบกั้นถนนหน้าร้านสะดวกซื้อ  ซึ่งเป็นสถานที่จุดหมายที่ผมกำลังจะมุ่งหน้าไป  มีช่อดอกไม้ 2 ช่อพร้อมกับของที่ระลึกต่างๆวางพิงเอาไว้ เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับเหยื่อผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เกิดขึ้น  ในบริเวณนั้น

          เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นแบบนี้ ผมก็เดาได้ว่าเด็กสาวทั้งสองคนนั้น ผมต้องการของของพวกเธอคืน แต่ก็ไม่แน่บางทีพวกเธออาจจะไม่ได้ต้องการแค่โทรศัพท์มือถือ   เนื่องจากการเร่งให้ผมรีบไปให้จังหวะนั้นมันพอดีกัน เธออาจจะอยากได้เพื่อนก็เป็นได้ ….

เนื่องจากเรื่องข้างบนค่อนข้างสั้นเลยเอาเรื่องของมือสองมาฝากกันอีกเรื่องค่ะ เรื่องกระเป๋ามือสอง

สวัสดีเพื่อนๆชาวpantipทุกคนวันนี้ผมมีประสบการหลอ นๆเกี่ยวกับของมีสองที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองมาเล่าให้ทุกคนได้ฟังกัน…เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมได้มีโอกาสกลับบ้านที่ชลบุรีแล้วมันเป็นวันเสาร์ผมเลยขับรถพาพ่อแม่และน้องสาวเที่ยวครับ ซึ่งเราได้แวะร้านขายของมือสองร้านนึงเป็นร้านใหญ่ๆครับปกติแล้วบ้านผมเค้าจะไม่ใช่ของมือสองกันสักเท่าไรแต่พอเข้าไปในร้านผมไปเห็นกระเป๋าใบนึงเข้ามันเป็นกระเป๋าเป้ครับ

เป็นกระเป๋าหนังสีน้ำตาลคาราเมลแต่ดูๆแล้วไม่เก่ามากแล้วลองดูดีๆมันก็ผ่านการใช้งานมาไม่นานเท่าไรราคาก็ถูกดีเลยซื้อกลับบ้านไปกะไว้ใส่Noetbookไปทำงาน ความหลอ นเริ่มจากคืนแรกที่เอากลับบ้านไปครับ พอกลับมาถึงที่บ้านก็ออกฤทธิ์ซะแล้วคือบ้านของผมเพิ่งปลูกใหม่ๆครับแล้วก็เพิ่งทำบุญบ้านมาได้ไม่นานก็จะมีสายสินโยนระยางไปทั่วบ้านครับพอเอากระเป๋าใบนี้เจ้าบ้านยังไม่ทันเปิดประตูสายสินขาดครับ มันขาดชนิดที่ว่าเหมือนมีคนมาดึงมันจนขาดที่พีคสุดๆคือมันขาดต่อหน้าต่อตาเลยทั้งๆที่สายสินที่ผูกไว้มันย่อนนะครับแต่ที่ผมเห็นมันขาดแบบดื้อๆเลยขาดไป3เส้นครับ ตอนนี้ของพักไว้แค่นี้ก่อนขอนั่งทำงานก่อนนะครับแล้วจะกลับมาเล่าต่อ…

หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้ผมเริ่มตั้งข้อสงสัยในคืนวันเดียวกันผมกำลังจะเข้านอนปิดไฟในห้องแล้วเรียบร้อยมีเสียงเหมือนวัตถุอะไรสักอย่างตกลงที่พื้นแรงมากแรงพอที่ทำให้คนที่กำลังหลับสนิทๆตื่นได้แต่แปลกตรงที่ว่ามีผมตื่นมาแค่คนเดียวทั้งบ้าน พอหันไปมองนาฬิกาก็03:13พอดีผมเลยตื่นมาด้วยอาการงงๆว่าอะไรมันตกที่พื้น

หลังจากนั้นผมก็พยายามข่มตานอนต่อแต่หลับได้ไม่นานเสียงประหลาดเกิดขึ้นแต่เสียงนี้เหมือนเป็นเสียงพูดของคนพอลองฟังดีเหมือนไม่ใช่ภาษาบ่นเหมือนสวดอะไรสักอย่าง ผมลุกขึ้นมาหาต้นตอของเสียงจนมันเริ่มชัดขึ้นๆเพราะเสียงนั้นมันดังมาจากกระเป๋ามือสองที่เพิ่งซื้อมาใหม่ จากนั้นความรู้ที่สงสัยกลายเป็นความกลัวแต่อีกใจก็อยากจะรู้ว่ามันคืออะไร

พอเปิดมาได้นิดเดียวผมนี่แทบล้มทั้งยื่นเมื่อมีสายตาคู่นึงจ้องมาที่ผมและสายตาคู่นั้นมันอยู่ในกระเป๋า สีตาแดงมากผมนี่ขวางกระเป๋าทิ้งทันทีแล้ววิ่งเข้าห้องนอนพร้อมกับพระองค์นึงสวดมนต์ทำทุกๆอย่างเพื่อให้ใจสงบลงจนสุดท้ายผมลองนั่งสมาธิแผ่เมตตาให้ทีนี้มาหนักกว่าเดิมเพราะมากรพซิบข้างหูเลยว่า “ไปเก็บกูเดี๋ยวนี้” ผมเลยหยุดนั่งสมาธิและลองหลับเฉยๆรอบตัวผมมันเย็นไปหมดขนลุกแต่สติยังไม่แตกผมนั่งอยู่อย่างนั้นจนเช้าก็ไม่ได้นอนแล้วไปเก็บกระเป๋าใบนั้นแล้วใส่ถุงอย่างดีหลังจากนั้นผมก็ไปทำบุญที่วัด มีพระรูปนึงท่านทักผมว่า”อะไรที่ไม่ใช่ของๆเราเอาไปคืนเค้าเถอะนะโยม”ผมแปลกใจทั้งๆที่ผมไม่ได้รู้จักกับพระรูปนี้และไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเลยหลังจากทำบุญเสร็จผมก็กลับไปที่ร้านขายของมือสองร้านนั้นและแอบทิ้งกระเป๋าใบนั้นที่เดิมของมัน…หลังจากเหตุการณ์ก็กลับมาปกติแต่มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะซื้อของมือสองและจำให้ขึ้นใจเลยครับ

ขอบคุณเรื่องเล่าจากเพจ Sho ck Time Story ล้อมวง เล่า เรื่อง ผี และทู้ เจอดีเข้ากึบกระเป๋ามือสอง

admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *