“เมื่อเดินตามเพื่อนขึ้นบันไดและเพื่อนหันกลับมาบอกว่า ผีกำลังมา เราต้องทำตัวยังไง” โรงเรียนที่ศรีสะเกษ

“เมื่อเดินตามเพื่อนขึ้นบันไดและเพื่อนหันกลับมาบอกว่า ผีกำลังมา เราต้องทำตัวยังไง” โรงเรียนที่ศรีสะเกษ

#โรงเรียนหลอน เล่าโดย : คุณติ๊ก ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

เป็นเรื่องราวที่พี่ชายเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อประมาณห้าปีที่ผ่านมา พี่ชายกำลังศึกษาอยู่ ม.ปลาย ช่วงนั้นทางโรงเรียนจะจัดงานวันไหว้ครู ซึ่งทางอาจารย์ได้ให้นักเรียนทุกระดับชั้นจัดพานกันเอง พี่ชายและเพื่อนๆอยู่ทำพานกันจนดึก เพราะต้องฉีกเวลาไปช่วยกันจัดสถานที่ด้วย จนเวลาล่วงเข้าสามทุ่ม ดอกไม้ที่จะนำมาจัดใส่พานเกิดหมด พี่ชายจึงชวนเพื่อนหนึ่งคน ขึ้นไปเอาดอกไม้ที่ห้องด้านบน ซึ่งอาคารที่กำลังนั่งจัดพานกันอยู่ เป็นอาคารใหญ่สามชั้น โดยทุกๆคนจะนั่งจัดพานกันในห้องชั้นหนึ่ง และดอกไม้ที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้จะอยู่บนชั้นสาม

ในขณะที่พี่ชายและเพื่อนเดินขึ้นมาจนถึงชั้นสอง หูก็ได้ยินเสียงเหมือนมีโต๊ะล้มดังโครมครามมาจากชั้นสาม จึงหยุดคุยกับเพื่อนว่า “นี่มันก็ดึกแล้วนะ พวกรุ่นน้องยังไม่กลับกันอีกเหรอ หรือกำลังมีเรื่องกัน” พี่ชายและเพื่อนรีบเดินขึ้นไปบนชั้นสาม เสียงโครมครามมันดังมาจากห้องทางซ้ายมือ จึงเดินตรงไปที่ห้องนั้น ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ท้ายสุด เมื่อไปถึงที่หน้าห้อง พบว่าประตูห้องถูกเปิดไว้ ภายในห้องมืดทึบ เพราะปิดหน้าต่างทุกบาน

โต๊ะและเก้าอี้ล้มระเกะระกะ แต่มีสิ่งหนึ่ง เห็นเป็นเงาดำๆ กำลังวิ่งวนอยู่รอบๆห้อง ชนโต๊ะจนเสียงดังโครมคราม ราวกับว่าไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด พี่ชายลองเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นนักเรียนหญิง รุ่นราวคราวเดียวกัน ผมยาวประบ่า ใส่ชุดนักเรียน ใช้มือทั้งสองข้างถือพานสีเงินชูไปข้างหน้า พี่ชายและเพื่อนยืนมองอยู่หน้าห้องด้วยความงุนงง คิดว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ แต่เมื่อพี่ชายลองสักเกตที่หน้าของผู้หญิงคนนั้นดีๆ กลับพบว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีลูกกะตา เห็นเป็นดำๆ เหมือนมีเงามืดๆ ปิดทับไว้อยู่ ปากฉีกยิ้มกว้างจนดูน่ากลัว

พี่ชายเริ่มขนลุกตั้ง กลัวในสิ่งที่ตนเองกำลังยืนมองอยู่ คิดในใจว่าเธอคนนี้เป็นตัวอะไรกันแน่ ความรู้สึกบางอย่าง บอกให้พี่ชายรีบหนีออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด จนขามันเริ่มถอยหนีออกมาเอง และรู้สึกเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชนโต๊ะเก้าอี้ที่กองอยู่กับพื้นจนกระเด็นกระดอน ถ้าเป็นคนจริงๆ ตามแข็งขาคงจะมีแต่รอยฟกช้ำดำเขียว พี่ชายทนยืนมองสิ่งแปลกประหลาดที่อยู่ตรงหน้าไม่ไหว รีบกระโดดออกมาจากตรงนั้นทันที แล้วดิ่งไปที่บันไดให้เร็วที่สุด

ได้ยินเสียงเพื่อนวิ่งตามหลังมาติดๆ ระหว่างที่กำลังวิ่งไปที่บันได อยู่ๆก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา เพราะกลัวว่าเธอคนนั้นจะวิ่งตามหลังมาด้วย จึงหลับหูหลับตาวิ่งแบบไม่คิดชีวิต จนลงมาถึงชั้นหนึ่ง พี่ชายและเพื่อนนอนหอบหายใจกองอยู่บนพื้น เพื่อนคนอื่นๆจึงถามด้วยความสงสัย เมื่อพี่ชายนอนพักจนหายเหนื่อย ก็ลุกขึ้นมานั่งเล่าเหตุการณ์ที่เจอมาให้เพื่อนๆฟัง แต่กลับไม่มีใครเชื่อเลยสักคน พี่ชายจึงท้าให้ทุกคนลองขึ้นไปดูกัน แต่ก็ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนกลัวจะเสียเวลาเปล่า ในระหว่างที่พี่ชายกำลังยืนเถียงกับเพื่อนๆอยู่ หูก็ได้ยินเสียงผู้หญิงตะโกนอะไรสักอย่าง มาจากตึกอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตึกสามชั้นลักษณะเดียวกัน ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม หันหน้าเข้าหากัน มีสนามฟุตบอลขั้นกลาง

พี่ชายถามทุกคนว่าได้ยินอะไรมั้ย แต่ทุกคนก็ส่ายหน้า พี่ชายจึงลองเดินออกไปดูคนเดียว ตึกอีกฝั่งปิดไฟไว้ทุกห้อง จึงทำให้ดูมืดทึบหน้ากลัว แต่สายตาของพี่ชาย เหมือนมองเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่ชุกนักเรียน ยืนอยู่บนระเบียงชั้นสาม

แต่อยู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ทิ้งตัวลงมาจากชั้นสาม จนร่างกระทบกับพื้นเสียงดัง “ตุ๊บ!!” พี่ชายยืนตะลึงต่อภาพที่เห็นตรงหน้า สักพักใหญ่ถึงจะได้สติ กำลังจะตะโกนว่าคนกระโดดตึก แต่ร่างนั้นค่อยๆยันตัวลุกขึ้นมาซะก่อน แล้วเดินดุ่มๆมาทางพี่ชาย พี่ชายตกใจรอบสอง รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว คิดในใจว่าต้องเป็นผู้หญิงคนเดียวกันกับที่เจอบนชั้นสามแน่ๆ จึงรีบถอยหลังกลับเข้าห้องแล้วปิดประตู หันมาบอกกับเพื่อนๆที่นั่งทำพานด้วยปากสั่นๆว่า “ผีกำลังมา”

แต่กลับไม่มีใครสนใจพี่ชาย ต่างนั่งคุยสนุกเฮฮากันเหมือนเดิม จังหวะนั้นเอง ประตูห้องที่เพิ่งจะปิดไปเมื่อครู่ กับดีดเปิดออกจนพี่ชายสะดุ้งตัวงอ เห็นเป็นครูเวรเดินเข้ามา แล้วพูดด้วยสีหน้าเครียดๆว่า “วันนี้พอก่อน กลับบ้านกันได้แล้ว” พี่ชายกำลังจะเอ่ยปากเล่าเหตุการณ์ที่พบมาให้ครูเวรฟัง แต่ครูเวรกลับรีบเดินออกจากห้องไปเสียก่อน ทุกคนจึงช่วยกับเก็บข้าวของ เตรียมตัวกลับบ้าน ระหว่างที่กำลังขี่รถออกมาจากโรงเรียน พี่ชายออกมาเป็นคันสุดท้าย เพราะเอามอเตอร์ไซค์ไปจอดไว้ด้านในสุด มีเพื่อนนั่งซ้อนท้ายมาด้วยหนึ่งคน

ในขณะที่กำลังขี่รถผ่านหน้าตึกเรียนหลังหนึ่ง พี่ชายได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง ดังตามหลังมาด้วย จึงดูที่กระจกส่องหลัง แต่ก็ไม่พบอะไร เห็นเพียงแค่ความมืด เสียงมันยังคงดังไล่หลังมาเรื่อยๆ “ตึกๆๆๆๆ” ด้วยความสงสัย พี่ชายจึงหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเห็นเป็นเงาดำๆ ลักษณะตัวเท่าคน วิ่งตามหลังรถมาติดๆ เอื้อมมือทั้งสองข้างมาข้างหน้า เหมือนพยายามจะคว้าตัวของเพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายให้ได้ พี่ชายเห็นแบบนั้นก็ตกใจกลัวสุดขีด รีบบิดรถสุดคันเร่ง จนเพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายสงสัย ถามพี่ชายว่า “รีบอะไรนักหนา” พี่ชายไม่ตอบ เอาแต่บีดหนีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังตามหลังมาติดๆ จนพ้นเขตโรงเรียน สิ่งนั้นก็หายไป

พี่ชายงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้มาก เพราะปกติไม่เคยเจอผีมาก่อน แต่ทำไมวันนี้ต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย หลังจากไปส่งเพื่อนที่บ้านเสร็จแล้ว พี่ชายก็ตรงกลับบ้านทันที เมื่อเข้าไปในบ้าน คุณแม่ทักขึ้นมาทันทีว่า “ไปทำอะไรมาหรือเปล่า ทำไมตอนที่ลูกขี่รถเข้ามา แม่เห็นเหมือนมีใครนั่งขี่คอมาด้วย” พี่ชายได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกขนลุกตั้งไปทั้งตัว รีบเข้าไปไหว้พระในบ้าน แล้วเข้านอนทันที รุ่งเช้า คุณแม่ปลุกพี่ชายขึ้นมา แล้วคะยั้นคะยอให้ใส่บาตร จากนั้นก็ไปโรงเรียน พี่ชายและเพื่อนก็ได้เข้าไปถามนักการภารโรง และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง ก็ได้ความว่า พื้นที่ตรงนี้ ก่อนที่จะสร้างโรงเรียน เคยเป็นที่สุสานเก่า ซึ่งเป็นป่ารก

แล้วก็ได้ทำการล้างป่าช้า และสร้างเป็นโรงเรียนขึ้น แต่คนทำพิธีล้างป่าช้า อาจจะทำไม่ถูกวิธี เพราะทุกๆวันสำคัญ และทุกๆกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัด มักจะมีคนพบเห็นอะไรแปลกๆ ไม่ลักษณะใดก็ลักษณะหนึ่ง ปัจจุบันรอบๆโรงเรียนยังคงมีป่ารกๆให้เห็นอยู่บ้าง เพราะยังถางออกไม่หมด ตั้งแต่สมัยที่ล้างป่าช้าเมื่อก่อน และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

#เพราะลืมของไว้โรงเรียน เล่าโดย : คุณโจ้

    เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ย่านบางบัวทอง เมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นช่วงจบการศึกษาของ ป.6 นักเรียนทุกคนจะต้องแยกย้ายไปเรียนต่อที่เรียนโรงอื่น ทางโรงเรียนจึงบอกให้นักเรียน ป.6 แต่ละห้อง ห่ออาหารมากินเลี้ยงกันเอง ห้องใครห้องมัน  วันต่อมา คุณโจ้ยัดกล่องอาหารที่คุณแม่ทำไว้ให้ใส่กระเป๋า ไปนั่งทานรวมกับเพื่อนๆ ที่ต่างนำอาหารจากที่บ้านมานั่งทานรวมๆกัน ด้วยความที่ทุกคนกำลังจะต้องจากกันไปเรียนต่อที่อื่น คุณโจ้ก็เต็มที่กันงาน กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน

    จนตกเย็น เมื่องานกิจกรรมเลิก นักเรียนทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน คุณโจ้เดินกลับมาถึงบ้าน คุณแม่ทักขึ้นว่า กล่องข้าวอยู่ไหน คุณโจ้ฉุดคิดขึ้นมาว่า ตนเองลืมภาชนะใส่อาหารไว้ที่โรงเรียนแน่ๆ จึงบอกกับคุณแม่ว่า ตอนนี้โรงเรียนปิดเทอมแล้ว เดี๋ยวรอช่วงใกล้ๆเปิดเทอม ทางโรงเรียนจะมีงานเลี้ยงใหญ่ของนักเรียนทุกชั้นเรียน ช่วงนั้นจะเข้าไปเอาให้ จนเวลาผ่านมาถึงวันงานเลี้ยงใหญ่ คุณโจ้ไปถึงโรงเรียนประมาณสองทุ่มกว่าๆ เจอเพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคน จึกทักทายถามไถกันต่างๆนาๆ ถึงโรงเรียนที่จะไปเรียนต่อ คุณโจ้คุยกับเพื่อนๆจนเพลิง ลืมภารกิจหลักที่คุณแม่สั่งให้ทำเสียสนิทจนเวลาล่วงเข้าห้าทุ่ม คุณโจ้คิดขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เข้าไปเอากล่องข้าวในห้องเรียน จึงชวนเพื่อนให้ไปเอาเป็นเพื่อนหน่อย แต่ไม่มีใครยอมไปด้วย เพราะเวลามองไปที่ตึกชั้นเรียน ทุกคนก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที

    ลักษณะโรงเรียนจะมีอาคารอยู่สามหลัง ตรงกลางจะเป็นสนามฟุตบอล ซึ่งใช้เป็นที่จัดงาน อาคารทุกหลังหันหน้าเข้าสนามฟุตบอล เวลานี้ อาคารเรียนปิดไฟมืดหมดทุกหลัง มองดูคล้ายเงาทะมึนสีเทาสูงใหญ่ ตั้งโอบล้อมงานเลี้ยงเล็กๆ อาคารหลังที่คุณโจ้ต้องขึ้นไปเอากล่องข้าว เป็นอาคารเรียนสูงหกชั้น ห้องเรียนของคุณโจ้อยู่ชั้นห้า แต่ประเด็นหลักที่ทำให้ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเป็นเพื่อน อยู่ที่ชั้นหก เพราะชั้นหกเป็นห้องดนตรีไทย ซึ่งมีเหตุการณ์มากมาย ทั้งรุ่นพี่เล่าให้ฟังบ้าง ทั้งเพื่อนเคยประสบเองบ้าง จนเป็นที่เล่าลืนกันทั่วโรงเรียน เป็นชั้นที่ไม่มีใครกล้าเดินเหยียบขึ้นไป แม้ว่าจะเป็นกลางวันแสกๆ คุณโจ้ยืนจ้องไปที่ชั้นหกด้วยตัวที่สั่นเทา เพ่งมองเข้าไปในห้องดนตรีไทยที่มืดทึบ

    จินตนาการของความกลัวก็ผุดขึ้นมาในหัว คิดว่ายังไง ถ้าจะให้เดินขึ้นไปคนเดียวคงจะไม่ไหวแน่ ต้องลากเพื่อนขึ้นไปด้วยให้ได้ คุณโจ้ปลุกระดมอยู่นาน ได้หน่วยกล้ามาสามคน พากันเดินมุดความมืดเข้าไปในตึก จนมายืนเกาะกลุ่มกันอยู่ในห้องโถงโล่งกว้างชั้นหนึ่ง บรรยากาศต่างจากตอนกลางวันอย่างลิบลับ แม้ว่าคุณโจ้จะเคยเดินผ่านจุดนี้มันแล้วเกือบทุกวัน แต่ทำไมวันนี้ กลับรู้สึกว่าห้องโถงมันดูขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ด้านซ้ายและขวา จะเป็นทางเดินมืดๆที่เชื่อมไปยังห้องต่างๆ  ด้านในของตึกมีบันไดขึ้นไปสู้ขั้นบน แอบอยู่ในเงามืด ถ้าเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ อาจจะสังเกตไม่เห็นบันไดมันซ่อนตัวอยู่ในความมืด ทั้งๆที่มันอยู่ตรงข้ามกับประตูทางเข้าตึก ถึงแม้ภายในงานจะมีแสงสีสันมากมาย แต่กลับไม่ได้ช่วยทำให้ตึกเก่าโทรมๆแห่งนี้สว่างขึ้นเลย

    คุณโจ้และเพื่อนๆ คลำหาสวิทช์ไฟข้างบันไดจนเจอ สับสวิทช์ขึ้นทันที หลอดนีออนพระพริบอยู่สองสามครั้ง แล้วเปล่งแสงสว่างออกมา ขับไล่ความมืดและความกลัวไปได้มากทีเดียว ทุกคนเดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ พรางไล่เปิดสวิทช์ไฟตรงทางเดินบันไดทุกชั้น เสียงหลอดไฟกระพริบถี่ๆดัง “กิกๆๆๆ” แล้วค่อยส่องสว่าง เสียงเดินสะท้อนไปมาอย่างชัดเจน เหมือนกับว่าจะดังก้องไปทั่วทั้งตึก บางครั้งคุณโจ้เผลอคิดในใจว่า กลัวเสียงมันจะไปรบกวนอะไรบางอย่าง ที่อาศัยอยู่ในตึกแห่งนี้

    บรรยากาศเงียบวังเวง ไร้ชีวิตชีวา เหมือนไม่ใช่โรงเรียนที่ทุกคนคุ้นเคย กลิ่นตุๆบางอย่างลอยเข้ามาเตะจมูก คุณโจ้คิดปลอบใจตัวเองว่า มันคงจะเป็นกลิ่นจากถังขยะ ที่วางอยู่ในมุมมืดตรงไหนสักแห่ง ทุกคนเดินเรียงแถวกันขึ้นไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ทั้งๆที่เพื่อนทั้งสามเป็นคนที่สนุกสนานเฮฮาได้ทุกสถานการณ์ ทำให้ความกลัวที่อยู่ในใจของคุณโจ้ ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนพากันเดินขึ้นมาถึงชั้นห้า ทุกคนกลับเอาแต่ยืนนิ่ง การก้าวขาเดินต่อมันช่างยากเย็น เพราะทุกคนต่างไม่อยากจะมาอยู่ที่ตรงนี้ คุณโจ้หันไปมองบันไดทางขึ้นไปบนชั้นหก อยู่ๆก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่มีความรู้สึกเหมือนกับว่ามันดูมืดทึบกว่าจุดอื่นๆ

    คุณโจ้เลิกสนใจสิ่งที่อยู่บนชั้นหก เดินตรงไปตามมทางเดินฝั่งซ้ายของตึก แต่อยู่ๆกลับมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “กริ๊งงงงงงงงง” ทำให้คุณโจ้และเพื่อนๆสะดุ้งจนตัวโก่ง เป็นโทรศัพท์ที่ติดอยู่บนข้างฝาส่วนกลางของตึก เสียงมันดังก้องไปมาตามทางเดินหน้าห้องที่เงียบเชียบ คุณโจ้รีบวิ่งเข้าไปรับสาย แล้วเอามาแนบหู ได้ยินปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงที่อ้อนวอนว่า “ช่วยด้วยยยยยย ช่วยด้วยยยย” เป็นเสียงของเด็กผู้ชาย ทำให้คุณโจ้ตกใจจนขนตั้งไปทั้งตัว รีบวางโทรศัพท์เข้าที่ กระโดดกลับไปรวมกลุ่ม จนเพื่อนๆถามด้วยความสงสัย คุณโจ้รู้สึกกลัวจนอยากจะร้องไห้ แต่ยังไงก็ต้องเข้าไปเอาของออกมาให้ได้ เพราะว่าคุณแม่น่ากลัวกว่า

    คุณโจ้และทุกคนข่มความกลัว เดินกลับไปตามทางเดินฝั่งซ้ายของตึกอีกครั้ง มีห้องเรียนขนาบไปทั้งสองข้าง ห้องของคุณโจ้อยู่ขวามือสุดทางเดิน ทุกคนเดินไปตามทางเดินสลัวๆ มองเข้าไปในห้องเรียน ที่ถูกจัดให้โต๊ะเก้าอี้ไปกองรวมกันที่หลังห้อง ทำให้รู้สึกขนลุกแปลกๆ หน้าต่างทุกห้องถูกปิดไว้ทุกบาน จนเสียงต่างๆจากภายนอกไม่สามารถแทรกเข้ามาด้านในได้ ประกอบกับที่อาคารแห่งนี้ถูกปิดมาเป็นเวลานาน ทำให้มีกลิ่นอับจางๆลอยอบอวลอยู่ทั่วทั้งตึก บรรยากาศเงียบสงัด จนเหมือนกับหูอื้อ ได้ยินเพียงแค่เสียงร้องเท้าดังสะท้อนก้องไปมา จนไปถึงหน้าห้อง คุณโจ้มองฝ่าความมืดเข้าไป เห็นกล่องข้าวของตัวเองวางอยู่บนโต๊ะหลังห้อง

    จึงรีบเดินตรงเข้าไปหา เพราะอยากจะออกจาตึกหลังนี้เต็มแก่ คุณโจ้เดินไปถึงกลางห้อง จมูกรับรู้ได้ถึงกลิ่นอับที่แทบฉุนจมูก หันไปมองพาเพื่อนข้างๆ เพื่อความอุ่นใจ แต่ปรากฏว่าเพื่อนทุกคนยืนมองกันอยู่ที่หน้าห้อง ไม่มีใครกล้าเดินตามคุณโจ้เข้ามาในห้องเลยแม้แต่คนเดียว ทำให้คุณโจ้รู้สึกใจโหวงเหวง นึกด่าเพื่อนยากในใจ รีบหยิบกล่องข้าวแล้วหันหลังเดินกลับ แต่จังหวะนั้นกลับรู้สึกเย็นวาบขึ้นที่แผ่นหลัง แต่ ณ ตอนนั้น คุณโจ้ไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งนั้น รีบเดินจ้ำไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แล้วเดินกลับไปทางเดิม เป็นความรู้สึกอึดอัดที่มันยากจะอธิบาย หรืออาจจะเป็นเพราะเพื่อนๆเอาแต่เงียบ ไม่มีใครคุยอะไรกันทั้งนั้น เหมือนกับว่าทุกคนไม่รู้จักกัน ระหว่างนั้น ห่างตาของทุกคนก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง อยู่ในห้องเรียนทางฝั่งซ้ายมือ

    ทุกคนจึงหันควับไปมอง ปรากฏว่าเป็นลักษณะของเงาดำๆ คลุมด้วยผ้าสีขาว ประมาณสามเงา นั่งคุกเข่าอยู่บนโต๊ะที่กองอยู่หลังห้องเรียน คุณโจ้ตกใจจนตาค้าง ในขณะนั้น เห็นเหมือนเงาดำๆ ค่อยๆเลิกผ้าสีขาวขึ้น จนเห็นใบหน้าสีน้ำตาลคล้ำ คุณโจ้ไม่รอช้า โยนกล่องข้าวในมือทิ้ง ร้องโวยวายวิ่งลงบันใดทันที มีเพื่อนอีกสามคนวิ่งตามหลังมาติดๆ ด้วยอาการตื่นกลัวไม่แพ้กัน แต่ในจังหวะนั้นเอง ทุกคนกลับได้ยินเสียงของอะไรบางอย่าง วิ่งตามลงมาด้วย “ตึ้งๆๆๆๆๆ” ความกลัวทำให้คุณโจ้แทบจะกระโดดลงบันไดทีละห้าขั้น หลอดไฟที่อยู่บนหัวดับลงตามหลังมาเรื่อยๆ คุณโจ้ไม่คิดจะหันไปมอง เพราะกลัวจะเห็นภาพที่รับไม่ได้ จนวิ่งมาโถงชั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้คุณโจ้แน่ใจว่าได้เปิดไฟทิ้งไว้ แต่เหมือนกลับว่ามีคนสับสวิทช์ไฟลง

    ทำให้โถงชั้นหนึ่งกลับมามืดทึบอีกครั้ง แต่คุณโจ้และเพื่อนๆไม่มีเวลาหยุดคิดถึงเรื่องที่ว่าใครเป็นคนปิดไฟ เพราะสิ่งที่วิ่งตามลงมาจากด้านบน มันเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ “ตึ้งๆๆๆๆๆ” จึงตัดสินใจวิ่งฝ่าความมืด ผลักประตูทางเข้า แล้วพุ่งตัวออกไปข้างนอก ทุกคนออกมายืนหายใจหอบอยู่ที่สนามฟุตบอล เหลือคนในงานเพียงแค่ไม่กี่คน ส่วนมากทยอยกับกลับหมดแล้ว คุณโจ้หันกลับไปมองตึกมืดทึบสีเทาหม่นๆ นึกในใจว่าก็ดีไปอีกแบบ ที่มีผู้หวังดีคอยปิดไฟให้ ไม่เช่นนั้น ต้องรวมทีมกันเดินกลับขึ้นไปปิดไฟกันอีกเป็นแน่  หลังจากนั้น คุณโจ้ได้มีโอกาศเล่าเหตุการณ์ให้อาจารย์ฟัง อาจารย์จึงเล่าว่า เมื่อสี่ปีก่อน เคยมีนักเรียนสามคนที่เป็นพี่น้องกัน ตกเย็น ได้พาไปเล่นน้ำในบึงหลังตึก คนน้องเกิดพลาดจมน้ำ คนกลางจึงว่ายเข้าไปช่วย

    แต่พอไปถึงตัวคนน้อง เหมือนกลับว่าถูกอะไรสักอย่างใต้น้ำดึงขาจนสำลักน้ำ คนพี่เห็นท่าไม่ดี จึงกระโดดตามลงไปช่วยอีกคน แต่พอว่ายไปจับตัวน้องทั้งสองคนได้ อยู่ๆก็จมลงไปในน้ำทั้งสามคน นักเรียนที่เห็นเหตการณ์บนตึก รีบไปบอกอาจารย์ ลักษณะบึงกว้างประมาณสิบคูณสิบห้าเมตร แต่กลับใช้เวลางมกว่าครึ่งวัน ลักษณะมือพันกันทั้งสามพี่น้องอาจารย์เล่าต่อว่า เหตุการณ์นี้แบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่หลายๆปีที่ผ่านมา มักมีนักเรียนจมน้ำอยู่ในบึงเกือบจะทุกปี จนปัจจุบันมีการล้อมรั้วไม้ แล้วกำชับนักเรียนทุกวัน ไม่ให้ลงไปเล่นน้ำในบึงเด็ดขาด และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมด

ขอบคุณเรื่องเล่าจากเพจ คนอ่านผี

admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *