“นางนี้มันเป็นของข้า ข้าจะกินมันคนเดียว” เมื่อน้าเผลอไปนอนในบ้านปอบ

“นางนี้มันเป็นของข้า ข้าจะกินมันคนเดียว” เมื่อน้าเผลอไปนอนในบ้านปอบ

เรื่องเมื่อเผลอเข้าบ้านปอบจนโดนตามมา ปล.ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่องเล่า

ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว น้าส้มและน้าตี๋เป็นเพื่อนสนิทกัน น้าตี๋เป็นสาวประเภทสอง แปลงเพศเรียบร้อย ทั้งสองชอบชวนกันไปปฏิบัติธรรม ตามสถานที่ต่างๆ แล้วแต่สะดวก ทั้งคู่มักไปด้วยกันตลอด มีอยู่วันหนึ่งน้าตี๋ต้องบินกลับต่างประเทศเพราะแฟนไม่สบาย ไม่มีกำหนดกลับ ก่อนหน้านั้นน้าตี๋ได้ชวนน้าส้มไปถือศีลที่สำนึกสงฆ์แห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ หรือเรียกว่าวัดป่าอะไรซักอย่าง จำชื่อไม่ได้  ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น น้าส้มได้ตัดสินใจไปคนเดียว

พอน้าส้มไปถึงช่วงบ่ายๆ บรรยากาศในวัดเงียบ สงบ และต้นไม้เยอะ พระน้อย ชีน้อย มีคนมาปฏิบัติธรรมไม่ได้เยอะมาก ดูเหมือนพวกเค้าจะเป็นคนพื้นที่เพราะใช้ภาษาส่วยหรือ เขมร อันนี้ไม่ชัวร์ น้าส้มเดินไปขอติดต่อเข้าที่พัก ซึ่งแม่ชีบอกน้าส้มสามารถนอนที่ศาลาได้เลย เพราะที่พักมีคนพักหมดแล้ว น้าส้มเองเกรงว่ากลางคืนยุงน่าจะเยอะ อีกอย่างมาคนเดียวโดยไม่มีน้าตี๋ นางกลัว นางว่างั้น จึงขอแม่ชีพักกุฏิร่วมกับใครก็ได้ แม่ชีก็นึกขึ้นได้ว่ามีแต่เดินไกลหน่อย ห่างจากศาลาและกุฏิพระไกลเอาเรื่องอยู่ จะอยู่ได้ไหม น้าส้มตกลงทันที

Loading...

แม่ชีก็พาเดินมาจนถึงที่พัก พร้อมบอกว่าตอนกลางคืนก็เอาไฟฉายติดมาด้วย ทางนี้งูเงี้ยวเขี้ยวขอมันเยอะ น้าส้มก็ยิ้มรับ จากนั้นแม่ชีก็เดินกลับ บัดนี้หน้าส้มยืนอยู่หน้าประตูพร้อมชุดเครื่องนอน หมอน ของใช้ต่างๆ ตั้งใจมาถือศีลสักเจ็ดวัน “ก็อกๆ มีคนอยู่ไหมคะ”  เงียบ… “ขอเข้าไปนะคะ” ประตูไม่ได้ล็อคกลอน สภาพที่พักไม่ได้กว้างมากเป็นไม้ซะส่วนใหญ่ ข้างในมืดมาก น้าส้มเห็นมีคนนอนอยู่ เป็นคุณป้าอายุน่าจะสักห้าสิบปีได้ ด้วยความเกรงใจ น้าส้มก็เดินย่องๆ พยายามให้เบาที่สุดๆ จากนั้นก็วางและจัดแจงสัมภาระทุกอย่างลง พร้อมกับเปลี่ยนเป็นชุดลำลองสีชุดขาว จากนั้นก็นอนเล่นพักผ่อนหวังจะทักทายกับป้าที่นอนหลับอยู่ด้วย

น้าส้มเห็นป้าแกลืมตาขึ้นมา คิดว่าตื่นแล้ว เลยทักทาย “สวัสดีจ๊ะ” ป้าแกก็เงียบ ไม่พูด ไม่ยิ้ม ไม่ทักทายตอบ น้าส้มคิดในใจว่า ป้าแกคงไม่ได้อยากให้ใครมานอนด้วยเป็นแน่ (ลืมบอกค่ะ ว่าน้าส้มจะเหน็บพระเครื่องติดกับยกทรงตลอดเวลา) สักพักน้าส้มรู้สึกว่าป้าแกมอง เลยถามไปว่า “ป้าๆ เป็นอะไรรึป่าว”  //“มากับใครล่ะ”  //“มาคนเดียวจ่ะ”  //“เธอไม่ใช่คนแถวนี้รึ”  //“ไม่ใช่จ่ะ”   //“แล้วไม่กลัวรึ”  //“ไม่กลัวหรอกป้า หนูมาปฏิบัติธรรม”  //“ไม่กลัว…แล้วคล้องพระทำไม”  //“อ่อ…มันอุ่นใจดีน่ะค่ะป้า” น้าส้มสงสัยมาก เพราะเหน็บพระติดไว้กับเสื้อใน แล้วป้าแกรู้ได้ยังไงว่าพกพระมา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั่นป้าแกก็ซักถามไปเรื่อยเปื่อย ตลอดเวลาที่คุยกัน ป้าแกไม่มองตาเลย น้าส้มก็คุยตามมารยาท พอได้ยินเสียงระฆังดัง น้าส้มก็เดินไปทำวัตรเย็น “ป้าไม่ไปเหรอ” น้าส้มเห็นป้าแกนอนอีกแล้วเลยถามขึ้น “ไม่ไป ไม่สบาย” ป้าตอบ “อ่อ งั้นหนูไปก่อนนะ”

จากนั้นน้าส้มก็ไปสวดมนต์ตามปกติ พอเสร็จกิจก็เดินฝ่าความมืดมาที่พัก กลับมาก็เห็นป้าแกนอน ด้วยความที่ไม่ชินกับสถานที่บวกกับมาคนเดียว น้าส้มคิดว่ารีบนอนดีกว่า ในกุฏิมืดหนักกว่าเดิมหลายเท่า แต่พอมองเห็นลางๆ ได้ ระหว่างที่นอนอยู่นั้น น้าส้มไม่ได้หลับ ใจมันระแวงอย่างบอกไม่ถูก มือกำพระไว้แน่น ภาวนา พุธโธ ในใจ น้าส้มรู้สึกได้ว่าป้าแกมองจ้องมาที่น้าส้มตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้เข้ามาใกล้ จนน้าส้มเคลิ้มหลับไปด้วยความเพลีย และอากาศเย็น รู้สึกเหมือนป้าแกจะนั่งหลังพิงกำแพงแต่ตาจ้องมองน้าส้มแบบไม่เป็นมิตร พร้อมทำปากขมุบขมิบไปมา พูดว่า “หิว! หิว! คืนนี้แหละ…” บรรยากาศตอนนั้นบวกกับคุณป้าร่วมกุฏิที่มีทีท่าแปลกๆ มันชวนให้ขนลุกมาก

Loading...

น้าส้มไม่กล้านอน ครั้นจะเดินออกไปเลยก็เดาว่าเวลาตอนนี้น่าจะตีสองได้ เลยข่มความกลัวไว้ ใจก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ พยายามท่องคาถาทุกอย่างที่จำได้ ท่องในใจ แต่ต้องทำเนียนว่านอน กลัวยัยป้าคนนี้มากๆ ไม่รู้ว่าโรคจิตหรือผี โดยปกติ น้าส้มเป็นคนขี้กลัวมาก ขี้ตกใจด้วย ต้องยอมรับว่าการมาคนเดียวนี่กล้าหาญสุดๆ ของนางแล้ว …ได้เวลาทำวัตรเช้า น้าส้มก็รีบออกไปเลย ไม่มีการพูดคุยกับยัยป้านั่น เรียกได้ว่า น้าส้มวิ่งถลาออกไปล่ะค่ะ จากตอนทำวัตรเช้าจนถึงเวลาทำวัตรเย็น น้าส้มไม่กลับเข้าไปที่พักเลย เดินเล่นบ้าง คุยกับคนนู้น คนนี้บ้าง แต่คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง อยากจะขอเค้าเปลี่ยนที่พัก แม่ชีก็บอกรอก่อน พอทำวัตรเย็นเสร็จน้าส้มบอกกับตัวเองว่า หัวเด็ดตีนขาดยังไง ก็ไม่ขอกลับไปนอนกับยัยป้านั่นอีกเป็นอันขาด เลยคิดว่าจะนอนพักที่ศาลานี่แหละ คนเดียวก็ยอมวะ จากนั้นก็เดินไปเข้าห้องน้ำใกล้ๆ ศาลา

น้าส้มใจคอไม่ค่อยดีสักเท่าไร เลยยกมือขึ้นมาพนมแล้วพูดว่า “เจ้าที่เจ้าทาง สิ่งศักดิสิทธิ์ เทวดาทั้งหลาย ช่วยลูกด้วยเทอญ” แล้วก็เดินเข้าห้องน้ำ พอออกจากห้องน้ำน้าส้มก็ตกใจ เพราะเห็นคนแก่ หลังค่อม ใส่ชุดขาว มีไม้เท้า มาบอกว่า“ระวังตัวนะ ท่าไม่ค่อยดี คืนนี้ให้ไปหาแม่ชีขาว…” พูดจบยายก็เดินผ่านหน้าน้าส้มไป ค่อยๆ เดินหายไปในความมืด น้าส้มงงมาก และเครียดมากกับสถานการณ์ในตอนนี้ สับสนมาก ว่าสิ่งที่เจอมันคืออะไรอีก แล้วแม่ชีขาวที่ว่าท่านคือใคร อยู่ตรงไหน ที่ไหน ไม่รู้อะไรเลย รู้แต่ว่า เอาวะ มาขนาดนี้แล้ว!

จากนั้นน้าส้มก็สอดส่องสายตาหวังหาแม่ชีขาว แล้วเดินไปถามแม่ชีว่า รู้จักแม่ชีขาวไหม ท่านก็ตอบว่า แม่ชีไม่อยู่ไปธุระ แต่ยังไม่ทันจะถามอะไรต่อ อยู่ๆ ก็มีคนส่องไฟฉายไปมาเหมือนเรียกให้ไปหา น้าส้มรีบไปเลยค่ะ ปรากฏเป็นแม่ชีอีกท่านหนึ่ง ท่านพูดขึ้น “ทำไมมาถึงเอาซะมืดค่ำ ไม่มีที่พักก็นอนกับแม่นี่แหละ”  “แม่ชื่อ แม่ชีขาวใช่ไหมคะ” น้าส้มถาม  “อืมใช่ ทำไมรู้ล่ะลูก…” น้าส้มรีบเล่าเหตุการณ์ที่เจอเมื่อคืนวานให้แม่ชีฟังอย่างละเอียด  “อืม…เป็นอย่างนี้เอง งั้นคืนนี้เราจะนั่งสมาธิ หากมีใครมาเรียก ห้ามออกไปเด็ดขาด” น้าส้มเริ่มอุ่นใจขึ้นมาก รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีพระมาโปรด อารมณ์ประมาณนั้นเลย แต่เรื่องมันยังไม่จบ…

Loading...

ขณะนั่งสมาธินั้นเอง ใจก็ครุ่นคิดแต่เรื่องที่เพิ่งพบเจอมา ยายหลังค่อมชุดขาวแก่ๆ คนนั้นเป็นใคร แล้วป้าที่นอนด้วยเมื่อคืนเป็นอะไร ตั้งแต่มาไม่เคยเห็นออกมาสวดมนต์เลย คิดไปเรื่อยเปื่อย จนฉุกคิดขึ้นได้ว่า ของใช้ เสื้อผ้า ยังอยู่ที่กุฏิหลังนั้น ที่พกติดตัวออกมาก็แค่กุญแจรถ พระเครื่อง และเงินอีกนิดหน่อย พอนึกได้แบบนั้นจึงอยากบอกกับแม่ชีขาว เผื่อแม่ชีจะพาตนไปเอาของใช้นั้นออกมา แต่ก็ลืมดูเวลา คาดว่าน่าจะเที่ยงคืนโดยประมาณ เสียงหมาเริ่มหอนโหยหวนขึ้น แม่ชีขาวยังคงนั่งนิ่ง มีแต่น้าส้มที่กระวนกระวายใจแล้วตอนนี้ ขณะนั้นเอง! น้าส้มก็พลันได้ยินเสียงที่คุ้นหู “อีหนูเอ้ย เอ็งลืมของ ป้าเอามาให้ เอ็งออกมาเถอะ” น้าส้มลืมตาขึ้นทันที กำลังจะอ้าปากถามแม่ชี แต่ชีขาวเหมือนจะรู้ เลยพูดขึ้นในขณะหลับตา “ตั้งสติไว้ลูก เค้าไม่ได้หวังดีหรอก” น้าส้มใจเต้นรัว มีคำถามเกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน แต่ก็ไม่กล้าปริปากถาม ในขณะที่เสียงเรียกนั้นยังดังแว่วอยู่

ผ่านไปสักพัก เสียงเรียกได้หายไป แต่ดันมีเสียงตะโกนเข้ามาแทน “อีนี่มันเป็นของข้า! ใครก็ช่วยมันไม่ได้ หึหึหึ” แม่ชีลืมตาขึ้นทันที ท่านลุกไปหยิบสายสิญจน์พร้อมกับเทียน ท่านทำสายสิญจน์เป็นรูปวงกลมแล้วปักเทียนไว้ตรงกลาง น้าส้มอดใจไม่ไหว จึงถามออกไป “เค้าจะเข้ามาได้ไหมแม่” แม่ชีไม่ตอบ ท่านก็นั่งหลับตาพนมมือ เหมือนท่องอะไรสักอย่าง “คิดว่าจะหนีข้าพ้นรึ ออกมา!” พร้อมกับเสียงคนเดินไปรอบๆ กุฏิ น้าส้มกลัวมาก แต่ก็ยังอุ่นใจที่มีที่พึ่งอย่างแม่ชีขาวอยู่ข้างๆ ในขณะนี้ เสียงนั้นเหมือนพยายามจะเข้ามา แต่ก็เข้ามาไม่ได้ แม่ชีไม่สนใจ ยังคงบริกรรมคาถาอย่างมีสมาธิ “หยุดเถอะ ต่างคนต่างอยู่ อย่ามาเบียดเบียนคนอื่นเลย”

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้โต้ตอบ แต่หลังจากที่แม่ชีพูดจบ ก็มีเสียงดัง ตุ๊บ! เหมือนมะพร้าวตกใส่หลังคาอย่างแรงดังขึ้น น้าส้มขวัญหนีดีฝ่อ นั่งกอดเข่าสั่นงันงก จากนั้นแม่ชีหยดน้ำตาเทียนลงรอบๆ สายสิญจน์ จากนั้นเสียงทั้งหมดก็เงียบหายไป ท่านบอกน้าส้มว่านอนเอาแรงก่อนเถอะ ตอนเช้าจะพาไปหาหลวงพ่อ “…ที่เจอมันคืออะไรจ๊ะแม่” น้าส้มพูดแล้วก็ร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว “รอให้หลวงพ่อบอกเอง เค้ายังไม่ได้ไปไหน แม่ทำพิธีกักบริเวณเค้าได้ชั่วคราว ที่เหลือหลวงพ่อท่านจะช่วยลูกเอง” พอถึงตอนเช้า แม่ชีพาน้าส้มเดินลัดเลาะไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อมีรอยสักเยอะมาก พูดกลางไม่ชัดเท่าไร แต่น้าส้มก็พอฟังออก เหมือนหลวงพ่อจะรู้อยู่แล้ว ท่านบอกว่า “โยมยังกลับบ้านตอนนี้ไม่ได้ มันจ้องจะตามไป” “มันคืออะไรคะหลวงพ่อ หนูอยากรู้” “ปอบมีวิชา น่าจะโดนคนไล่มาจากที่อื่น มันเลยมาอาศัยเขตวัดอยู่ มันไม่ได้กะมาทำร้ายใคร จนมาเจอโยมเข้า เอ้า! ไม่ต้องมากความ ไหนๆ โยมก็มาแล้ว เดี๋ยวอาตมาจะถามว่ามันต้องการอะไรกันแน่” พอหลวงพ่อพูดจบ น้าส้มหันขวับ! พยายามมองไปรอบๆ ตัวแต่ก็ไม่เห็นมีอะไร

Loading...

หลวงพ่อบอกให้เดินตามมา น้าส้ม แม่ชี ก็เดินตามท่านไปเรื่อยๆ ลัดเลาะไปมา ปรากฏว่าท่านพาน้าส้มไปที่กุฏิหลังแรกที่น้าส้มอยู่ น้าส้มตกใจมาก ไม่กล้าเข้าไป ยืนเกาะแขนแม่ชีแน่น หลวงพ่อเปิดประตูเข้าไป กลิ่นเหม็นเน่ าตีออกมาจากในห้อง อ้วกแทบพุ่ง ท่านบอกให้ไปตามคนมา เอาร่างออกไปทำพิธี น้าส้มก็อึ้งไปเลย ไม่คิดว่าป้าที่ตนเจอจะเสียแล้ว ตอนนี้จากความกลัวกลายมาเป็นสงสารแทน …แต่มันยังไม่จบ หลวงพ่อท่านทำพิธีบางอย่าง ท่านเอากระบอกไม้ไผ่ เขียนลงอักขระ แล้วเดินไปเรื่อยๆ จนออกนอกเขตวัด น้าส้มก็เดินตาม ไปไหนไปกัน น้าส้มได้ยินเสียงชาวบ้านร้องโวยวาย หลวงพ่อท่านก็เดินตรงไปที่เสียงนั้น “หลวงพ่อๆ ยายผมโดนผีเข้า!” พอหลวงพ่อเดินเข้าไป เห็นเป็นยายแก่ๆ นั่งอยู่ และมีคนจับไว้ ยายแกดิ้นไปดิ้นมา แลบลิ้นเลียปากตลอดเวลา “หิวมากสินะ มาทำให้คนเค้าเดือดร้อน”หลวงพ่อพูด “ในเมื่อข้ากินอีสาวนั่นไม่ได้ ข้าหิว ไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว” ยายคนนั้นพูดลากเสียง

หลวงพ่อไม่สนใจ คว้ามือไปในอากาศแล้วกำมือเหมือนจับลม จากนั้นก็ยัดลงกระบอกไม่ไผ่ เอาผ้ายันต์ปิดปากกระบอกไว้ แล้วท่านก็เดินกลับวัดเลย น้าส้มเห็นยายแก่ๆ คนนั้นนอนหอบเหมือนคนไม่มีแรง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพราะรีบเดินตามหลวงพ่อกลับวัด “หลวงพ่อๆ คะ ปอบโดนจับแล้วใช่ไหมคะ” “ใช่” หลวงพ่อว่า “โยมกลับบ้านได้…รึอยากจะอยู่ต่อ” พูดจบท่านก็เดินกลับกุฏิไป โดยที่น้าส้มไม่รู้ว่าท่านจะทำพิธีอะไรต่อ น้าส้มเลือกอยู่ต่อ แล้วนอนพักกับชีขาว น้าส้มเป็นคนช่างพูดอยู่แล้ว จึงได้ถามสิ่งที่ตนสงสัยทั้งหมด แม่ชีท่านก็ตอบทุกอย่างจริงๆ แม่ชีบอกว่าวันที่เจอน้าส้ม จริงๆ แล้วท่านกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมญาติ แล้วจู่ๆ เหมือนลืมอะไรบางอย่าง เลยย้อนกลับมาที่วัด ท่านเห็นนักบวชคนแก่ๆ มาบอกว่า ญาติมาจากต่างจังหวัด เพิ่งมาถึง ยังไม่มีที่นอน ฝากให้ชีดูแลหน่อย แม่ชีก็เห็นน้าส้มเดินวนไปวนมา ณ เวลานั้น จึงได้เรียกทักไป “แล้วทำไมแม่ชีอีกคนถึงให้หนูไปพักกับผีล่ะคะแม่!” น้าส้มถาม  “จริงๆ แล้วกุฏิตรงนั้นมันรกร้าง ไม่มีใครไปพักนานแล้ว แล้วที่วัดนี้ ก็มีแม่เพียงคนเดียว!” ได้ยินแม่ชีพูดมาแบบนั้น เล่นเอาน้าส้มเอ๋อไปชั่วขณะหนึ่ง ส่วนคนนั้นเป็นใครมาจากไหน ไม่มีใครรู้ และแม่ชีคนที่น้าส้มเจอ น่าจะเป็นชีที่จบชีวตตัวเองในกุฎิหลังที่น้าส้มพัก น้าส้มเองคงดวงตก แต่ยังมีบุญหนุนนำ รักษาให้รอดปลอดภัย แม่ชียังบอกอีกว่า พระที่ติดตัวน้าส้มท่านคุ้มครอง ไม่งั้นน้าส้มคงไม่รอดตั้งแต่วันแรกแล้ว เรื่องราวก็มีเพียงเท่านี้ โปรดใช้ดุลยพินิจและวิจารณญาณในการอ่าน ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

Loading...

ขอบคุณเรื่องเล่าจากทู้ ใจดีสู้เสือ

admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *